เธอกอดเอวแม่สกุลลู่ ซบอยู่ในอ้อมแขนของแม่ น้ำตาพลันร่วงเผาะลงมา “แม่ หนูไม่อยากจากแม่ไปเลย ฮือ ๆๆ…”
แม่สกุลลู่ลูบหลังลูกสาว ปลายจมูกก็พลอยแสบขึ้นมา “เอาละ ร้องไห้ทำไมกัน โตขนาดนี้แล้ว คนตั้งเยอะมองอยู่นะ ไม่อายบ้างหรือไง!”
“ไม่อายค่ะ ไม่อาย ฮือ ๆๆ…”
พ่อสกุลลู่รีบเดินอ้อมมาจากด้านหลังเพื่อปลอบลูกสาว “ถ้าต่อไปพ่อมีโอกาสไปทำงานทางเหนือ พ่อจะแวะไปหา ที่นั่นขาดเหลืออะไร โทร.มาบอกพ่อกับแม่ได้เลย จำเบอร์ที่ทำงานพ่อไว้แล้วใช่ไหม!”
เวลาไม่พอ สองสามีภรรยาปลอบลูกสาวอยู่ไม่กี่คำก็ลงจากรถไฟไป ลู่ซีเฉิงปาดน้ำตาแล้วเกาะหน้าต่างมองตาม
“น้องสาวเด็กดี อย่ายื่นหัวออกไป นั่งดี ๆ รถจะออกแล้ว”
เสียงหวูดรถไฟดังขึ้น ก่อนขบวนจะค่อย ๆ เคลื่อนตัว ลู่ซีเฉิงคุกเข่าบนที่นั่ง มองพ่อ แม่ และพี่ชายวิ่งตามรถไฟ คำพูดในปากถูกเสียงรถไฟกลบจนหมด ร่างของพวกเขาค่อย ๆ เล็กลงทุกที
เธอยื่นมือออกไปโบกลา ชายหนุ่มฝั่งตรงข้ามคว้าแขนเธอไว้ เธอจึงกลับมานั่งบนที่นั่ง
เธอเอ่ยขอบคุณเบา ๆ แล้วฟุบหน้าลงบนโต๊ะ หันหน้าออกไปทางหน้าต่าง ซึมเศร้าเสียจนไม่อยากพูดอะไรสักคำ
……
แม่สกุลลู่พูดไม่ผิด เมื่อครู่ทุกคนต่างมองเธออยู่
ตั้งแต่เธอก้าวขึ้นรถไฟ สายตาของทุกคนก็ถูกดึงดูดไปทันที
วันนี้เธอสวมเสื้อเชิ้ตสีเทา ทับด้วยเสื้อคลุมสีน้ำเงินเข้ม ท่อนล่างเป็นกางเกงขายาวสีดำ แต่งตัวเรียบง่าย มีเพียงโบสีเหลืองที่ผูกอยู่ตรงคอเสื้อเท่านั้นที่เป็นสีสันสะดุดตา ซึ่งก็ไม่ได้แปลกอะไรนัก เพราะสาว ๆ ที่แต่งตัวทันสมัยหน่อยต่างก็ผูกผ้าพันคอสีแดงกันในฤดูหนาว
