กลับถึงหน่วยการผลิต ลู่ซีเฉิงก็บอกให้ฮั่วจิ้งชวนแวะมากินข้าวเย็นด้วยกัน เขากินเก่งมาก ตอนกลางวันที่ไปกินข้าวบ้านคนอื่นคงไม่กล้ากินให้เต็มที่ ยังไงก็กินไม่อิ่มแน่
“ได้ เธอทำกับข้าวน้อยหน่อยก็พอ ขอแค่มีอาหารหลักพอกิน เดี๋ยวฉันเอาหม้อกลับไปก่อน พรุ่งนี้ค่อยเอามาติดตั้ง” ฮั่วจิ้งชวนไปส่งเธอถึงที่พักปัญญาชน รอจนเห็นเธอเดินเข้าไปแล้วจึงหันหลังจากไป
ในที่พักปัญญาชน เหล่าปัญญาชนหญิงยังคงอ่านหนังสือกันเหมือนเดิม คราวนี้มีปัญญาชนชายเพิ่มมาหลายคน พวกเขาเบียดกันอยู่ด้านนอก รอบตะเกียงน้ำมันก๊าดดวงเล็กที่ให้แสงสลัว บ้างก็หรี่ตา บ้างก็เบิกตากว้าง พยายามอ่านตัวหนังสือในหนังสืออย่างเต็มที่
ทำไมไม่อ่านหนังสือตอนกลางวันน่ะหรือ?
เพราะเพิ่งได้ธัญพืชใหม่มา พวกเขาต้องไปหมุนโม่ที่คอกวัวทุกวัน
ตำบลซานหยางที่หน่วยการผลิตเฉียนจิ้นสังกัดอยู่ไม่มีโรงสีของตัวเอง โรงสีที่ใกล้ที่สุดอยู่ที่อื่น ห่างออกไปหลายสิบลี้ ทั้งไกลและต้องเดินทางบนเส้นทางภูเขาที่ยังไม่ได้ทำถนน แถมยังต้องแบกธัญพืชหนักเป็นร้อยจินไปกลับ คนทั่วไปทนไม่ไหวแน่ ถ้าแบกไปน้อยก็ไม่คุ้มกับการเดินทาง ดังนั้นชาวบ้านหน่วยการผลิตเฉียนจิ้นจึงใช้โรงโม่ในหน่วยของตัวเอง
โรงโม่ของหน่วยการผลิตเฉียนจิ้นไม่ได้มีแค่โม่หินขนาดใหญ่ แต่ยังมีลูกกลิ้งหินอีกชุดหนึ่งด้วย หลังเก็บเกี่ยวในฤดูใบไม้ร่วงจนถึงก่อนหิมะแรกจะตก เป็นช่วงที่โรงโม่คึกคักที่สุด มีเพียงช่วงนี้เท่านั้นที่ทุกคนพอจะจัดการธัญพืชที่เก็บไว้ตลอดทั้งปีให้เรียบร้อย พอถึงต้นฤดูใบไม้ผลิปีหน้า ก็ต้องเริ่มยุ่งกันอีกปี
การหมุนโม่เป็นงานที่ทั้งเปลืองแรงและเสียเวลา แม้แต่ปัญญาชนชายก็ยังต้องผลัดกันพัก ปีนี้พวกเขาอาสาช่วยปัญญาชนหญิงด้วย จึงหมดเวลาไปกับงานตรงนั้นทั้งวัน
