“ทำไมคุณถึงไปทะเลได้ล่ะ?” ฮั่วจิ้งชวนจับประเด็นสำคัญเก่งมาก ในสายตาเขา แค่ไปริมแม่น้ำก็อันตรายแล้ว จะไปทะเลทำไม?
“ไปเที่ยวสิ ฉันไปทะเลทุกหน้าร้อนเลยนะ พอถึงหน้าหนาวก็ไปทะเลทางใต้” ลู่ซีเฉิงไม่ชอบเดินทางในช่วงฤดูท่องเที่ยว เพราะคนเยอะเกินไป น้ำทะเลก็ไม่สะอาด
“ไปทำอะไร จับปลาเหรอ?” ฮั่วจิ้งชวนถามต่อ
“ไม่จับปลาหรอก พวกเราว่ายน้ำ ใส่บิกินีอาบแดด เล่นวอลเลย์บอลชายหาด มีกิจกรรมให้ทำตั้งเยอะ...” ลู่ซีเฉิงพูดไปพลางนึกถึงเรื่องเก่า ๆ ราวกับวันเวลาแบบนั้นเพิ่งผ่านไปไม่นาน เธอยังคงเป็นคุณหนูคนเล็กแห่งตระกูลลู่ในศตวรรษที่ยี่สิบเอ็ด มีเพื่อนฝูงรายล้อม ใช้ชีวิตอย่างอิสระและสุขสบาย
เมื่อเห็นแววคิดถึงปรากฏในดวงตาหยาดเยิ้มดุจดอกท้อของเธอ หัวใจฮั่วจิ้งชวนก็บีบรัด เธอกำลัง...คิดถึงบ้านหรือเปล่า?
“นี่ คุณรัดฉันเจ็บแล้วนะ!” ลู่ซีเฉิงตบแขนเขา “ออกแรงเยอะขนาดนั้นทำไม?”
ฮั่วจิ้งชวนได้สติ จึงคลายแขนที่แข็งราวเหล็กลงเล็กน้อย แล้วลูบเอวบางของเธอ “ขอโทษนะ น้อง”
ลู่ซีเฉิงไม่ได้โกรธจริง ๆ มือเล็กวางทับมือใหญ่ของเขา แล้วเอนกายพิงอก ฮั่วจิ้งชวนตักซุปใส่ชามให้เธอดื่ม ก่อนจะถามต่อจากเรื่องเดิม “บิกินีคืออะไรเหรอ?”
ลู่ซีเฉิงอมซุปรสเปรี้ยวหวานไว้เต็มปาก เกือบพ่นออกมา เธอพยายามกลืนลงไป “บิกินีอะไร ฉันพูดไปเมื่อกี้เหรอ?”
“พูดสิ!” ฮั่วจิ้งชวนจ้องเธอด้วยดวงตาดำสนิท “งั้นบิกินีคืออะไร?”
ลู่ซีเฉิงกลอกตาไปมา บิกินี...จะอธิบายให้เจ้าคนหัวโบราณนี่ฟังยังไงดีนะ เธออึกอักอธิบาย “มันก็เป็นชื่อเสื้อผ้าแบบหนึ่ง เหมือนเสื้อเชิ้ตเรียกว่าเสื้อเชิ้ต เสื้อไหมพรมเรียกว่าเสื้อไหมพรม บิกินีก็เรียกว่าบิกินีไง”
