“นี่มันเกิดอะไรขึ้น?” ประมุขยอดเขาอวี้หลิงถามอย่างสงสัย “แดนมายาถามใจพังแล้วหรือ?”
“ถ้าเช่นนั้นเจ้าก็เข้าไปลองดูเองสิว่าพังหรือไม่” เสียงเย็นเยียบเอ่ยขึ้นอย่างราบเรียบ ประมุขยอดเขาจื่อหลินเป็นผู้กล่าว เขามองร่างที่ปรากฏอยู่ในกระจกเงาฉายภาพอย่างพึงพอใจ เด็กคนนั้นก็คือคนที่เทียนอวี๋พยายามแนะนำอย่างเต็มที่นี่เอง ช่างไม่เลวจริง ๆ แววตากระจ่างใส มั่นคง แดนมายาถามใจชื่นชอบนางถึงเพียงนี้ ย่อมแสดงว่านางมีจิตใจดีงาม
“ข้า...ข้าแค่พูดไปอย่างนั้นเอง” ประมุขยอดเขาอวี้หลิงกล่าวอย่างกระอักกระอ่วน แดนมายาถามใจเป็นสมบัติวิเศษสำหรับทดสอบจิตใจที่บรรพชนผู้ก่อตั้งสำนักชิงเทียนหลอมขึ้น มีมานานหลายพันปี จนเกิดจิตวิญญาณของตนเองแล้ว
เขาไม่กล้าเข้าไปลองหรอก มิใช่เพราะกลัวว่าความปรารถนาอันน่าละอายภายในใจจะถูกเปิดโปง แต่เป็นเพราะเขาติดสุรา หากบรรดาศิษย์มาเห็นประมุขยอดเขาอวี้หลิงผู้สง่างามนั่งยิ้มอยู่หน้าห้องที่เต็มไปด้วยสุรา ก็คงไม่เหลือภาพลักษณ์อะไรอีกแล้ว
เพียงฟังชื่อแดนมายาถามใจก็รู้ว่าสมบัติวิเศษนี้มีไว้ทำอะไร มันสามารถเนรมิตฉากต่าง ๆ ให้ดูเหมือนจริงได้ ถามใจ ก็คือการขยายความปรารถนาในใจของผู้คนเพื่อนำมาทดสอบ แม้บางครั้งแดนมายาถามใจจะมีรสนิยมชวนปวดหัวของตนเองอยู่บ้าง แต่ในฐานะด่านแรกสำหรับทดสอบศิษย์ใหม่ มันไม่เคยผิดพลาด
ทว่าการจงใจปล่อยผ่านอย่างโจ่งแจ้งในวันนี้ ทำให้ทุกคนบนท้องพระโรงต่างชะงักงัน ไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น
ประมุขสำนักมองกู้ชิงซี ในที่สุดก็เอ่ยขึ้นว่า “แดนมายาถามใจให้ความสำคัญกับกู้ชิงซีถึงเพียงนี้ ย่อมต้องมีเหตุผล”
