ยามเที่ยง กู้ชิงซีกับสวีเป่าจูกินผลไม้ประทังความหิวไปได้มื้อหนึ่ง
“เฮ้อ ข้าอยากกินเนื้อเหลือเกิน” สวีเป่าจูลูบท้องตัวเองพลางถอนหายใจ นี่เป็นครั้งแรกที่นางซึ่งขาดเนื้อไม่ได้ต้องกินมื้ออาหารที่ไม่มีเนื้อ
“บนยอดเขานี้มีสัตว์ตัวเล็ก ๆ ให้จับกินไม่น้อย แต่พวกเราไม่มีไฟ” กู้ชิงซีก็เป็นคนที่ขาดเนื้อไม่ได้เช่นกัน พอได้ยินสวีเป่าจูพูดเช่นนั้นจึงเอ่ยคล้อยตาม
“ข้าพกแท่งจุดไฟมาด้วย” สวีเป่าจูล้วงแท่งจุดไฟออกมาจากถุงอีกใบที่เอว ก่อนจะกล่าวอย่างห่อเหี่ยวว่า “แต่จะมีประโยชน์อะไร ในเมื่อมีไฟแต่ไม่มีเนื้อ”
กู้ชิงซีมองแท่งจุดไฟในมือสวีเป่าจูแล้วอดแปลกใจไม่ได้ จากนั้นสายตาก็เลื่อนไปยังถุงหอมหลายใบที่เอวของอีกฝ่าย ในที่สุดนางก็อดถามไม่ได้ว่า “ถุงพวกนี้ของเจ้า มีบางใบเป็นถุงเก็บของใช่หรือไม่?”
“ใช่ ท่านพ่อบอกว่าอย่าเอาของทุกอย่างใส่ไว้ในถุงเก็บของ หากวันไหนเปิดไม่ได้ขึ้นมา ข้าคงหมดตัวจนไม่มีเงินซื้อข้าวกิน” สวีเป่าจูตอบอย่างซื่อตรง
“เพราะอย่างนั้น ในถุงของเจ้าถึงมีเงินติดมาด้วย?” กู้ชิงซีเข้าใจขึ้นมาทันที
“ใช่” สวีเป่าจูพยักหน้า
“ท่านพ่อของเจ้าช่างมองการณ์ไกลจริง ๆ” กู้ชิงซีเอ่ยชมจากใจ
“แน่นอน ท่านพ่อของข้าเป็นคนฉลาดที่สุดในโลก” สวีเป่าจูกล่าวอย่างภาคภูมิใจ แต่พอพูดจบก็ทำหน้าหม่นลง “แต่ที่นี่ก็ไม่มีร้านให้พวกเราซื้อเนื้อกินนี่นา”
กู้ชิงซียิ้มออกมาเงียบ ๆ ในตอนนั้นเอง ขอเพียงมีไฟก็พอแล้ว ภูเขาแห่งนี้ชื้นแฉะอย่างยิ่ง แถมเงยหน้าขึ้นก็ไม่เห็นดวงอาทิตย์ การเสียดสีไม้ให้เกิดไฟในสภาพเช่นนี้ยากเกินไป กว่าพวกนางจะก่อไฟได้ เกรงว่าคงหิวตายเสียก่อน แต่เมื่อมีแท่งจุดไฟอยู่ในมือ สถานการณ์ก็ไม่เหมือนเดิมแล้ว
