เวินจือหลีหันไปทางซ้าย ก็เห็นคนคุ้นหน้าอีกคนหนึ่งนั่งอยู่แถวหน้าเฉียง ๆ
เธอยกมือทัก “ฮัลโหล”
เฉียวอวี่เหมียนชะงักไปกับรอยยิ้มอ่อนโยนนั้น สองวินาทีต่อมาก็หันขวับ หางม้าสะบัดจนแทบเห็นเป็นเงา
【ว้าว ตอนนี้เธอเหมือนตอนเพิ่งเจอกันที่มหาวิทยาลัยเป๊ะเลย】
เวินจือหลี: คราวหน้าเราไปเลือกตุ๊กตาสักตัวให้เธอกันเถอะ น่ารักจัง
พอเริ่มคาบภาษาอังกฤษคาบแรก เวินจือหลีที่ศึกษาเรื่องการสอนอย่างลึกซึ้งในสถาบันมาสองปี แค่เห็นประโยคไหนก็รู้แล้วว่าจะออกไวยากรณ์เรื่องอะไร
เทียบกับคนที่นั่งหลังตรงเรียบร้อยทางขวา เธอแทบจะเรียกได้ว่า…นั่งอยู่เฉย ๆ
เวินจือหลีมองอีกฝ่ายอย่างเปิดเผย บนโต๊ะเรียนสะอาดเอี่ยม แม้แต่ขอบหนังสือที่วางซ้อนกันก็ยังเรียงเป็นระเบียบเรียบร้อย
กระดุมสองเม็ดบนสุดของปกเสื้อก็ติดไว้อย่างเรียบร้อยไม่มีที่ติ
เผยให้เห็นเพียงลำคอขาวสะอาดช่วงหนึ่ง แนวกรามคมชัดได้รูป เหนือขึ้นไปคือริมฝีปากสีอ่อนสองกลีบที่เม้มเบา ๆ จนเป็นเส้นปากสวยงาม
เวินจือหลีกลืนน้ำลายเอื๊อก
นิ้วทั้งห้าของเสิ่นซวี่พลันกำแน่น กระดูกนิ้วงอจนขาวซีด ลูกกระเดือกขยับลงเล็กน้อย สายตาของคนข้าง ๆ จ้องมองอย่างตรงไปตรงมาและไม่คิดเก็บอาการ
เขาหันไปมองด้วยสีหน้าเย็นชา แต่กลับเห็นอีกฝ่ายทำท่าราวกับใจลอยไปไกล สายตาจ้องริมฝีปากของตัวเองเขม็ง
จู่ ๆ เสิ่นซวี่ก็ลุกพรวดขึ้นมาเสียงดังปัง!
ทุกคนหันมามองพร้อมกัน เวินจือหลีเองก็สะดุ้งกับเสียงที่ดังขึ้นกะทันหันจนได้สติกลับมา
จางลี่จวินวางหนังสือลง ขมวดคิ้วมองเขา “เสิ่นซวี่ เป็นอะไรไป?”
สองมือที่กำแน่นของเด็กหนุ่มห้อยตรงแนบตะเข็บกางเกง อกกระเพื่อมขึ้นลง ราวกับเพิ่งถูกกระทบกระเทือนอย่างหนัก
