ยามซูมู่หร่านลืมตาขึ้น สิ่งแรกที่เห็นคือห้องสี่ด้านปราศจากเครื่องตกแต่งใด ๆ
บนตั่งที่นางนอนปูด้วยเครื่องนอนผ้าครามผืนบาง แม้จะเก่าไปบ้าง แต่ก็ซักสะอาด
ภายในห้อง นอกจากเตียงนอนแล้วก็มีเพียงโต๊ะสี่เหลี่ยมหนึ่งตัว ม้านั่งยาวสองตัว และตู้ไม้สำหรับเก็บสัมภาระหนึ่งใบ เรียบง่ายยิ่งนัก
เมื่อเห็นนางฟื้นขึ้นมา แม่นมฉินซึ่งเฝ้าอยู่ข้างกายมาโดยตลอดก็รีบสาวเท้าเข้ามา เอ่ยถามอย่างระมัดระวังว่า “คุณหนูฟื้นแล้ว มีที่ใดไม่สบายหรือไม่เจ้าคะ?”
ซูมู่หร่านยกมือคลึงศีรษะที่หนักอึ้งเล็กน้อย นี่เป็นผลข้างเคียงหลังพลังวิญญาณของนางหมดสิ้น
“ที่นี่คือที่ใด?”
เสียงของนางแผ่วเบา ใบหน้าก็ยังซีดขาวอยู่บ้าง
แม่นมฉินรีบกล่าวว่า “ที่นี่คือสถานีพักม้าซึ่งอยู่ห่างจากนครหลวง 20 ลี้เจ้าค่ะ เพราะคุณหนูกับคุณชายท่านนั้นหมดสติไป พวกเราจึงพักฟื้นที่นี่ชั่วคราวหนึ่งวัน อีกทั้งจะเปลี่ยนรถม้าด้วยเจ้าค่ะ”
รถม้าคันนั้นพังเสียหายจนหมดสิ้น ไม่อาจนั่งได้อีก
ซูมู่หร่านเอนกายลงบนเตียงอีกครั้ง หลังจากได้พักผ่อนหนึ่งตื่น บัดนี้พลังวิญญาณของนางฟื้นคืนมาไม่น้อย นางตรวจสอบระดับการบำเพ็ญของตน พบว่าฟื้นกลับมาได้ถึงสองส่วนจริง ๆ เป็นดังที่คิดไว้ไม่มีผิด ช่วยบุตรแห่งโชคชะตาผู้นี้ไว้ไม่เสียเปล่า!
เพราะระดับการบำเพ็ญเพิ่มขึ้นเล็กน้อย ความเจ็บปวดตามร่างกายของนางจึงหายไป เรี่ยวแรงที่ขาก็กลับคืนมา มิได้อ่อนแอไร้กำลังเหมือนก่อน ร่างกายแข็งแรงเทียบเท่าคนธรรมดาแล้ว อาการเรื้อรังภายในก็ทุเลาลงไม่น้อย
ความเปลี่ยนแปลงนี้ทำให้อารมณ์ของซูมู่หร่านดีขึ้นในพริบตา จู่ ๆ นางก็อยากพลิกตัวลุกขึ้นจากเตียงสักครั้ง
ทว่าแม่นมฉินยังอยู่ข้างกาย นางจึงจำต้องล้มเลิกความคิดนี้
แม่นมฉินเห็นนางนอนนิ่งไม่พูดจา ในใจก็มิได้ดูแคลนซูมู่หร่านเช่นก่อนอีก เพียงเอ่ยเสียงอ่อนโยนว่า “คุณหนู ข้าจะไปเตรียมอาหารให้ ท่านพักผ่อนอีกสักครู่เถิดเจ้าค่ะ”
ได้ยินเสียงประตูปิด ซูมู่หร่านจึงลุกขึ้นมาอีกครั้ง
แม่นมฉินเปลี่ยนท่าทีต่อนางไปถึงเพียงนี้ เพียงไตร่ตรองเล็กน้อยก็รู้สาเหตุ
ไม่ใช่อื่นใด นอกจากนางช่วยแม่นมฉินไว้ อีกทั้งวิธีการที่นางใช้ยังทำให้แม่นมฉินตกตะลึง
อย่างไรเสียแม่นมฉินก็เป็นคนรู้จักกาลเทศะ ซูมู่หร่านจึงไม่คิดเอาความเรื่องท่าทีที่อีกฝ่ายมีต่อนางก่อนหน้านี้อีก
ก๊อก ก๊อก ก๊อก
เสียงเคาะประตูห้องดังขึ้น
“คุณหนูซู ได้ยินว่าท่านฟื้นแล้ว จางเฉิงมาขอบคุณขอรับ”
องครักษ์ข้างกายบุตรแห่งโชคชะตาหรือ?
ซูมู่หร่านลงจากเตียงแล้วเปิดประตู ก็เห็นจางเฉิงด้านนอกเปลี่ยนเสื้อผ้าชุดใหม่แล้ว บาดแผลบนใบหน้าก็ทายาไว้เรียบร้อย ดูมีชีวิตชีวากว่าคราวที่พบกันในป่าไม่น้อย
“คุณชายของเจ้าเป็นอย่างไรบ้าง?”
ซูมู่หร่านเอ่ยถาม
หากสามารถกระชับความสัมพันธ์กับบุตรแห่งโชคชะตาได้ นางก็อาจได้รับอานิสงส์จากโชคชะตาอันยิ่งใหญ่และบุญกุศลของเขา ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อนางอย่างยิ่ง
สีหน้าจางเฉิงไม่สู้ดีนัก เขาประสานมือคำนับแล้วกล่าวว่า “พวกเราต้องกลับเมืองหลวงโดยเร็ว วันนี้จึงมาอำลาคุณหนู คราวนี้ต้องขอบคุณคุณหนูมาก พวกเราจึงรอดพ้นภัยมาได้อย่างราบรื่น”
ซูมู่หร่านหรี่ตาลงเล็กน้อย อยากเอ่ยบางอย่าง ทว่าก็เห็นว่าเวลานี้ยังไม่เหมาะ หากพูดออกไป เกรงผู้อื่นจะคิดว่านางช่วยเหลือแล้วหวังผลตอบแทน จึงกลืนคำพูดลงไปแล้วเปลี่ยนเป็นกล่าวว่า
“หลังจากพวกเจ้ากลับไป จงตากแดดให้ครบหนึ่งชั่วยามทุกวัน ติดต่อกันเจ็ดวัน ก็จะขจัดหมอกอาถรรพ์ที่ติดกายพวกเจ้าได้ มิฉะนั้นหมอกอาถรรพ์จะเกาะกุมร่างกาย คอยกัดกร่อนพลังชีวิต จนร่างกายทรุดโทรมลงทีละน้อย อีกเรื่องหนึ่ง คุณชายของเจ้าจะไม่เป็นอันตรายถึงชีวิต อีกไม่นานก็จะฟื้นขึ้นมา”
จางเฉิงมีสีหน้าหวาดหวั่น รีบกล่าวขอบคุณว่า “ขอบคุณคุณหนูที่เตือนขอรับ”
ขณะกำลังจะหันหลังจากไป จางเฉิงก็หันกลับมาเอ่ยอีกครั้งว่า “คุณหนู คุณชายของข้าคือเจียงเย่เสวียน ซื่อจื่อแห่งจวนกั๋วกงพิทักษ์แคว้น ข้าเห็นว่าท่านก็กำลังจะกลับเมืองหลวงเช่นกัน หากวันหน้าท่านต้องการความช่วยเหลือในนครหลวง ก็เชิญมาหาพวกเราได้”
ซื่อจื่อยังคงหมดสติ เรื่องนี้เขาตัดสินใจเองโดยพลการ คุณหนูผู้นี้มีความสามารถเช่นนี้ บัดนี้เรื่องประหลาดเกิดขึ้นบ่อยครั้ง หากดึงนางมาเป็นพวกได้ วันหน้าหากเกิดเรื่องขึ้นอีก ก็จะมีผู้ช่วยเหลือ
ถ้อยคำนี้ตรงกับความคิดของซูมู่หร่านพอดี นางยิ้มแล้วกล่าวว่า “ขอบคุณ หากพวกท่านประสบปัญหา ก็ไปหาข้าที่จวนซูได้เช่นกัน ข้าชื่อซูมู่หร่าน”
จางเฉิงประสานมือคำนับ กล่าวขอบคุณอีกครั้งแล้วจึงจากไป
นางมองอีกฝ่ายเดินลงไปชั้นล่างพอดี แม่นมฉินก็ยกโจ๊กผักข้นหนึ่งชาม พร้อมกับกับข้าวเล็กน้อยสำหรับกินคู่โจ๊กขึ้นมา
แม่นมฉินรอให้จางเฉิงจากไปก่อนจึงขึ้นมา หลังผ่านเหตุการณ์บนเส้นทางภูเขา นางก็เริ่มเคารพซูมู่หร่านจากใจ
ความสามารถของคุณหนูมิใช่สิ่งที่คุณหนูตระกูลสูงศักดิ์ในเมืองหลวงจะเทียบได้ แม้แต่คุณหนูหมิงจูซึ่งได้รับการอบรมบ่มเพาะอย่างดีในจวนก็ยังเทียบไม่ติด
“คุณหนู สถานีพักม้าไม่มีของดีนัก ท่านกินรองท้องไปก่อนเถิด เมื่อกลับถึงจวนแล้วค่อยกินของดี ๆ เจ้าค่ะ”
ซูมู่หร่านมองโจ๊กชามนั้น มิได้รังเกียจแต่อย่างใด
เจ้าของร่างเดิมตั้งแต่เล็กกินไม่อิ่ม สวมเสื้อผ้าไม่อบอุ่น โจ๊กขาวเพียงชามนี้ก็นับเป็นของอร่อยแล้ว
แม้ร่างกายของนางจะกลับมาแข็งแรงใกล้เคียงคนทั่วไปแล้ว แต่ระบบย่อยอาหารยังไม่อาจรับอาหารเลิศรสได้ในทันที โจ๊กขาวข้น ๆ ชามนี้เหมาะจะช่วยปรับสมดุลพอดี
“ขอบคุณแม่นมฉิน กินเสร็จแล้วพวกเราก็กลับเข้าเมืองกันเถิด”
เมื่อเห็นซูมู่หร่านมิได้ถือสาเรื่องที่ตนเคยเสียมารยาท แม่นมฉินก็ถอนหายใจอย่างโล่งอก ครั้นมองเด็กสาวร่างผอมบางเบื้องหน้า จู่ ๆ ก็เกิดความเวทนาขึ้นมา
อายุเท่ากับคุณหนูหมิงจูแท้ ๆ แต่กลับมีรูปร่างผอมเล็กกว่ามาก ใบหน้าก็เหลืองซีด ทว่าดวงตาคู่นั้นงดงามยิ่ง สุกใสเปี่ยมชีวิตชีวา
แม่นมฉินพลันรู้สึกละอายใจกับความรังเกียจที่มีต่อนางตั้งแต่แรก
ผู้ที่ควรได้รับการทะนุถนอมเอาใจใส่ก็คือเด็กสาวตรงหน้าแท้ ๆ แต่กลับต้อง...
ซูมู่หร่านมิได้สังเกตเห็นสีหน้าที่เปลี่ยนไปของแม่นมฉิน หลังจากกินโจ๊กขาวอย่างสบายใจแล้วก็เก็บข้าวของเล็กน้อย ก่อนออกเดินทาง
ระยะทาง 20 ลี้ผ่านไปอย่างรวดเร็ว
ทันทีที่เข้าสู่นครหลวง บรรยากาศคึกคักรุ่งเรืองก็โอบล้อมเข้ามา
ทิวทัศน์ที่นี่คล้ายเมืองที่นางเคยอยู่ในชาติที่แล้ว ความแตกต่างคือ ในสถานที่ซึ่งนางเคยอยู่ ทุกคนล้วนบำเพ็ญเซียนได้ บนท้องถนนมีผู้บำเพ็ญเซียนมากมายเหลือคณา
แต่ในโลกนี้มีทั้งสิ่งประหลาดและไออัปมงคล ทว่าผู้บำเพ็ญเซียนกลับมีน้อย ส่วนใหญ่เป็นคนธรรมดา รองลงมาก็คือผู้ฝึกยุทธ์
นางถอนหายใจแผ่วเบาในใจ แม้ไม่รู้ว่าเหตุใดจึงถูกพามายังโลกนี้ แต่เมื่อมาแล้วก็ย่อมอยู่ให้ได้ ในเมื่อนางฟื้นฟูระดับการบำเพ็ญกลับคืนมาได้ เช่นนั้นก็เริ่มฝึกฝนใหม่อีกครั้งก็พอ
เดินทางต่ออีกครึ่งชั่วยาม รถม้าก็หยุดลงหน้าจวนใหญ่แห่งหนึ่ง
แม่นมฉินลงจากรถม้าก่อน แล้วกล่าวอย่างนอบน้อมจากด้านนอกว่า “คุณหนู พวกเราถึงจวนแล้วเจ้าค่ะ”
ซูมู่หร่านเลิกม่านรถแล้วกระโดดลงมา เงยหน้ามองป้ายเหนือประตูสีชาดที่เขียนอักษรสองคำว่า ‘จวนซู’
สีหน้าของแม่นมฉินดูผิดปกติเล็กน้อย นางมองประตูใหญ่ที่ปิดสนิท
เมื่อวานนางส่งจดหมายกลับจวน แจ้งว่าวันนี้จะพาคุณหนูกลับถึงจวน ทั้งยังระบุเวลาคร่าว ๆ ไว้แล้ว
แต่ในจวนไม่มีผู้ใดออกมารับก็ช่างเถิด แม้แต่ประตูใหญ่ก็ยังปิดอยู่
เห็นได้ชัดว่าต้องการแสดงอำนาจให้คุณหนูเห็น
แม่นมฉินขมวดคิ้วแน่น
หากทำให้คุณหนูโมโห ด้วยความสามารถของนาง ไม่รู้ว่าจะพลิกจวนซูทั้งจวนหรือไม่
