ต้นเดือนเมษายน อากาศอุ่นขึ้นอย่างเต็มที่แล้ว ต้นไหวโบราณเขียวชอุ่ม กิ่งใบหนาทึบแผ่บังลานบ้านไปเกือบครึ่ง ใต้ระเบียงแขวนม่านไม้ไผ่ไว้กันยุงและแมลง พอลมพัดก็ส่งเสียงกรอบแกรบ
มีแขกมาเยือนคนหนึ่ง
เขาแซ่หลี่ เป็นอดีตลูกน้องเก่าของจางจั้วหลิน เคยเป็นผู้บังคับกองพันในกองพลที่ 27 ต่อมาก็ย้ายไปทำงานที่จี๋หลิน คราวนี้กลับมาเฟิ่งเทียนเพื่อจัดการธุระ จึงพาลูกชายคนเล็กมาคารวะถึงจวนจอมพล เด็กคนนั้นอายุมากกว่าจางเสวียเหลียง 2 ปี อายุ 13 แล้ว ใบหน้ากลม ตัวอ้วนตุ้ยนุ้ย สวมเสื้อแพรแขนสั้น ทั้งยังเชิดคางสูงลิ่ว
จางจั้วหลินพบผู้บังคับกองพันหลี่ที่ห้องหนังสือเรือนหน้า แล้วให้เด็ก ๆ ออกมาทักทายแขก จางเสวียเหลียงเดินนำอยู่หน้าสุด จางโส่วฟางตามหลัง ส่วนจางหวยเซิงกับจางเสวียหมิงยืนอยู่ท้ายแถว
ผู้บังคับกองพันหลี่มองจางเสวียเหลียงตั้งแต่หัวจรดเท้าอยู่สองครั้ง “นี่คือคุณชายใหญ่ใช่ไหม ดูสง่าผ่าเผยดีจริง” จากนั้นก็มองเด็ก ๆ ที่อยู่ข้างหลัง “พวกนี้ก็ด้วยหรือ?”
จางจั้วหลินพยักหน้า “ลูกสาวคนโต กับเด็กเล็กอีกสองคน”
ผู้บังคับกองพันหลี่หันไปเรียก “ซื่อหรง มาทักทายคุณชายใหญ่เร็วเข้า”
เด็กอ้วนที่ชื่อหลี่ซื่อหรงขยับตัวเข้ามาจากหน้าประตู ยืนตรงหน้าจางเสวียเหลียง เหลือบมองเขาแล้วเบ้ปาก “สวัสดีคุณชายใหญ่”
จางเสวียเหลียงก็มองเขาเช่นกัน “สวัสดี”
ทั้งสองยืนประจันหน้ากันครู่หนึ่ง ไม่มีใครพูดอะไรต่อ ผู้บังคับกองพันหลี่หัวเราะพลางเอ่ยว่า “ซื่อหรงก็เรียนหนังสือกับอาจารย์ที่จี๋หลิน ไว้ให้เด็กสองคนสนิทสนมกันมากขึ้นนะครับ”
