วันที่ 5 เดือน 5 ตามปฏิทินจันทรคติ อากาศเริ่มร้อนขึ้นแล้ว
ใบต้นไหวแผ่หนาทึบ ปกคลุมทั่วลานบ้าน แสงแดดลอดผ่านช่องใบไม้ลงมาเป็นประกายสีทองระยิบระยับ ใต้ระเบียงแขวนม่านไม้ไผ่ผืนใหม่ไว้ พอลมพัดก็ส่งเสียงกรอบแกรบ ห้องครัวเริ่มวุ่นวายตั้งแต่หลายวันก่อน ทั้งซาวข้าว ล้างใบไผ่ แช่พุทราจีน กลิ่นหอมหวานสดชื่นของใบไผ่ลอยอบอวลไปทั่ว
จางหวยเซิงนั่งยอง ๆ อยู่หน้าห้องครัว มองอนุภรรยาคนที่สองห่อบ๊ะจ่าง นิ้วมือของอีกฝ่ายคล่องแคล่วยิ่งนัก นำใบไผ่สองใบมาม้วน เติมข้าวกับพุทราจีนลงไป ห่อไม่กี่ทีแล้วมัดด้วยเชือกฟาง บ๊ะจ่างทรงสี่เหลี่ยมก็เป็นอันเสร็จเรียบร้อย จางหวยเซิงมองเพลินจนเผลอขยับมือทำตามโดยไม่รู้ตัว
“อยากลองเรียนไหม?” อนุภรรยาคนที่สองถามโดยไม่เงยหน้า
“อยากค่ะ”
“ถ้าอย่างนั้นไปล้างมือให้สะอาดก่อนค่อยมา”
จางหวยเซิงวิ่งไปตักน้ำที่บ่อน้ำ ขัดมือสามรอบ แล้ววิ่งกลับมานั่งยอง ๆ ข้างอนุภรรยาคนที่สอง อีกฝ่ายส่งใบไผ่ให้สองใบ “ดูนะ เริ่มจากม้วนให้เป็นมุมแหลมก่อน ก้นต้องไม่รั่ว ไม่อย่างนั้นข้าวจะไหลออกมา”
จางหวยเซิงทำตาม ครั้งแรกก้นรั่ว ข้าวหกกระจายเต็มเขียง ครั้งที่สองม้วนแน่นเกินไป พอเติมข้าวลงไปก็ฉีกขาด ครั้งที่สามในที่สุดก็ห่อได้ แต่พอผูกเชือกฟางเสร็จ บ๊ะจ่างกลับเบี้ยวไปเบี้ยวมา วางปะปนกับบ๊ะจ่างที่อนุภรรยาคนที่สองห่อไว้อย่างประณีตแล้ว ดูราวกับลูกเป็ดขี้เหร่หลงเข้าไปในฝูงหงส์
“หน้าตาไม่ค่อยสวยก็จริง แต่ต้มแล้วก็กินได้เหมือนกัน” อนุภรรยาคนที่สองหยิบบ๊ะจ่างเบี้ยว ๆ ของเธอใส่ลงหม้อ “เดี๋ยวต้มสุกแล้วเธอก็กินเองนะ”
“หนูต้องกินลูกที่หนูห่อเองสิคะ”
“ได้ เดี๋ยวทำเครื่องหมายให้” อนุภรรยาคนที่สองผูกเชือกแดงไว้ตรงมุมบ๊ะจ่างลูกนั้น
พอใส่บ๊ะจ่างลงหม้อ ไอน้ำก็ลอยฟุ้งไปทั่วห้องครัว จางหวยเซิงพิงกรอบประตูรออยู่ ปลายจมูกมีเหงื่อผุดบาง ๆ อนุภรรยาคนที่สองใช้พัดใบธูปฤๅษีพัดลมให้เธอสองครั้ง “ถ้าร้อนก็กลับไปอยู่ในห้องนะ พอสุกแล้วฉันจะเรียก”
