วันที่ 23 เดือนสิบสองตามปฏิทินจันทรคติ เป็นวันที่เทพเตาไฟจะขึ้นสวรรค์
ตั้งแต่เช้าตรู่ในครัวก็เริ่มวุ่นวาย นึ่งขนมถั่วเหนียว เคี่ยวน้ำตาลมอลต์ แล้วจัดของไหว้เต็มโต๊ะ
อนุภรรยาคนที่สองพาสาวใช้ทั้งหลายโขกศีรษะคำนับด้วยตัวเอง ก่อนจะปลดภาพเทพเตาไฟใบเก่าลงมาเผา แล้วติดภาพใบใหม่แทน
จางหวยเซิงยืนมองความครึกครื้นอยู่ตรงประตูครัว มือซุกอยู่ในแขนเสื้อ ปลายจมูกแดงก่ำเพราะความหนาว
จางเสวียเหลียงแทบไม่ได้พูดอะไรเลยตลอดทั้งวัน
ตอนกินข้าวเช้า เขาก้มหน้าดื่มโจ๊ก พอจางโส่วฟางชวนคุยก็ขานรับแค่คำเดียวว่า “อืม”
ตอนเรียนช่วงเช้า เขานั่งอยู่หน้าโต๊ะโป๊ยเซียน อาจารย์โจวถามอะไรก็ตอบอย่างนั้น ไม่พูดเกินสักคำ
พอเลิกเรียน เขาก็ปิดหนังสือแล้วเดินออกไปทันที ไม่ได้ถามคำถามอาจารย์โจวเหมือนทุกครั้ง
จางหวยเซิงดึงจางเสวียหมิงเดินตามหลังเขาไปห่าง ๆ
จางเสวียหมิงกระซิบว่า “พี่ใหญ่เป็นอะไรไป?”
“ไม่รู้สิ”
“พี่เขาอารมณ์ไม่ดีหรือเปล่า?”
“ดูออกด้วยเหรอ?”
“ผมไม่ได้โง่นะ”
จางเสวียหมิงครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง “พี่ใหญ่คิดถึงแม่หรือเปล่า?
วันนี้เทพเตาไฟขึ้นสวรรค์ เมื่อก่อนบ้านเราก็ไหว้ขนมเทพเตาไฟเหมือนกัน
ตอนแม่ยังอยู่ ทุกปีก็ไหว้”
จางหวยเซิงมองแผ่นหลังของจางเสวียเหลียงที่เดินผ่านประตูพระจันทร์ มุ่งหน้าไปยังเรือนด้านหลัง
เธอปล่อยมือจากจางเสวียหมิง “เธอกลับห้องไปก่อนนะ ฉันจะไปดูพี่ใหญ่”
“อ้อ”
จางหวยเซิงเดินผ่านประตูพระจันทร์ เห็นจางเสวียเหลียงยืนอยู่คนเดียวใต้ต้นไหวโบราณในเรือนด้านหลัง
