หลี่เต๋อเฉิงสีหน้าไม่เปลี่ยน วางม้วนตำราลงแล้วเอ่ยว่า “พวกลี้ภัยก่อจลาจลในค่ายหรือ? หรือพวกสารเลวเฉิงเจ๋อทนไม่ไหว ร้องไห้จะหนี?”
“ไม่ใช่ทั้งสองอย่าง!”
หลี่ฟู่กุ้ยดื่มชาไปหนึ่งถ้วย ก่อนเล่าอย่างละเอียดว่า “เช้านี้ข้าไปส่งคน แล้วบังเอิญพบเจ้าคนแก่ใกล้ลงโลงอย่างกู้ฉางเหอเข้า!
ตระกูลกู้ลั่นระฆังเรียกคนทั้งตระกูล แล้วส่งลูกหลานเข้าไปในค่ายรวดเดียวถึง 100 คน!”
เพล้ง!
ฝาถ้วยชาของหลี่เต๋อเฉิงร่วงลงพื้น
“100 คน?” หลี่เต๋อเฉิงโน้มตัวมาข้างหน้า ถามย้ำอีกครั้ง “ล้วนเป็นคนในตระกูลกู้ทั้งหมดหรือ?!”
“จริงแท้แน่นอน!”
หลี่ฟู่กุ้ยปาดหน้า “กู้เถี่ยซั่ว หลานชายแท้ ๆ ของเจ้าคนแก่เป็นผู้นำ! ข้าเห็นกับตาว่าเขาเขียนสัตย์ปฏิญาณที่ยอมรับโทษทัณฑ์!”
หลี่เต๋อเฉิงค่อย ๆ หลับตาลง ลมหายใจขึ้นลงไม่สม่ำเสมอ ห้องหนังสือพลันเงียบงัน
“พี่ใหญ่ นี่ตระกูลกู้คิดจะ...?!”
หลี่ฟู่กุ้ยร้อนใจจนกระทืบเท้า “พวกลี้ภัย 5,000 คนมีพระราชโองการของราชสำนักคอยปกปิด บัดนี้ถึงกับส่งคนในตระกูลเข้าไปอีก นี่มัน...!”
“หุบปาก! เหตุใดจึงใจร้อนถึงเพียงนี้?!”
หลี่เต๋อเฉิงเบิกตาโพลง ตวาดลั่นราวฟ้าผ่า
หลี่ฟู่กุ้ยหดคอ เงียบกริบในทันใด
“บางเรื่องเข้าใจอยู่ในใจก็พอ จะพูดออกมาได้อย่างไร?!”
หลี่เต๋อเฉิงลุกพรวด เอามือไพล่หลังเดินไปมาในห้องหนังสือ “สถานการณ์...เลวร้ายถึงขั้นนี้แล้วหรือ...แม้แต่คนทั้งตระกูลกู้ก็เริ่มเอาชีวิตเข้าเดิมพัน...”
เขาหยุดฝีเท้า เงยหน้ามองแผนที่ขุนเขาและสายน้ำ สายตาไล่จากที่ราบภาคกลางไปยังเฉิงจิงทางเหนือ ก่อนหยุดอยู่ตรงจุดดำเล็ก ๆ ของหมู่บ้านชิงฉืออยู่นาน
“พระชนมายุขององค์จักรพรรดิผู้เฒ่าใกล้สิ้นแล้ว ในเมืองหลวง เหล่าโอรสทั้งเก้าซ่อนคมมีดไว้ในแขนเสื้อเพื่อแย่งชิงราชบัลลังก์”
