หนึ่งทุ่ม
เจียงอู๋เดินตามหลินฉิงเข้าไปในร้านอาหาร
ทันทีที่ก้าวเข้าไป เสียงเพลงดังกระหึ่มจนแก้วหูแทบแตกก็พุ่งเข้าปะทะ
ตึ้บตั้บ ตึ้บตั้บ
ตึ้บตั้บ ตึ้บตั้บ
บนเวทีที่ยกขึ้นลงได้กลางโถง มีผู้พิทักษ์สิบกว่าคนเผยหูและหางสัตว์ออกมา แถมยังเปลือยท่อนบน
แผ่นหลังและหัวไหล่กว้างขยับตามท่วงท่า แผงอกกระเพื่อมขึ้นลง กล้ามแขนเป็นมัดชัดเจน ส่วนเอวคอดกระชับไล่ลงไปถึงขอบกางเกง
พวกเขาขยับสะโพกตามจังหวะ ก้มตัวลง กล้ามท้องเกร็งแน่นตามการเคลื่อนไหว บางครั้งพอสบตากับลูกค้าคนไหน ก็จะหรี่ตายิ้มให้
ลูกค้ารอบ ๆ กินข้าวไปพลาง ยัดทิปขึ้นไปบนเวทีไปพลาง
เจียงอู๋ยืนนิ่งอยู่หน้าประตู พูดอะไรไม่ออก
เธอรู้สึกคุ้นกับที่นี่อยู่บ้างจริง ๆ แต่ก็อดถามไม่ได้
“ที่นี่เป็นร้านอาหารจริง ๆ ใช่ไหม?”
หลินฉิงหันขวับมามองอย่างตกตะลึง
“พูดอะไรของเธอ?”
“นี่เป็นร้านโปรดของเธอเลยนะ!”
เจียงอู๋ “...”
หลินฉิงชี้ไปยังที่นั่งแถวหน้าสุดของเวที
“เธอมาทีไรก็นั่งตรงนั้นทุกครั้ง”
“ยังบอกด้วยว่ามองเวทีได้ชัด แถมกินข้าวอร่อยกว่าปกติอีก”
เจียงอู๋ลองค้นความทรงจำของเจ้าของร่างเดิมดู
ก็จริงด้วย
เจ้าของร่างเดิมไม่เพียงมาที่นี่บ่อย แต่ยังเป็นสมาชิกของร้านด้วย
ถึงขั้นจำตารางกะของผู้พิทักษ์บางคนได้
เจียงอู๋เงียบไปสองวินาที
ทั้งคู่เพิ่งเดินเข้าไปได้ไม่นาน ผู้พิทักษ์หลายคนที่รู้จักเธอก็มองมาทางนี้แล้ว
“พี่เจียง!”
“ผู้นำทางเจียง ไม่เจอกันนานเลยนะครับ”
ผู้พิทักษ์หูหมาป่าคนหนึ่งอยู่ไกลออกไป ยังส่งมือทำรูปหัวใจให้เธอ
ผู้พิทักษ์เผ่าจิ้งจอกอีกคนหันมาแกว่งหางฟู ๆ ด้านหลังสองที
เจียงอู๋ยิ้มให้พวกเขาอย่างสุภาพพร้อมโบกมือ
