จวีเยวียนและเผยฉินล้วนเป็นขั้นฮุยหยาง แม้เผยฉินยังไม่ได้เข้าสู่ป้ายฉงเซียว แต่ถึงอย่างไรก็เป็นผู้อาวุโสของสำนักกุยหยวน การต่อสู้ข้ามขั้นสังหารศัตรูอาจยากลำบาก แต่การสั่งสอนไอ้กระจอกทั้งสิบนั้นไม่ใช่ปัญหา
เมื่อเห็นว่าเหลือเพียงผู้บำเพ็ญขั้นเฉียนหยวนที่อยู่บนเรือ จวีเยวียนและเผยฉินจึงสบตากัน ทั้งคู่ต่างพกพาสิ่งของมุ่งตรงไปยังชายชุดคลุมขาว
ทั้งสองร่วมมือกัน คนหนึ่งคอยรบกวน อีกคนหนึ่งรับมือศัตรู ประสานงานกันอย่างลงตัวเป็นครั้งแรก เพราะเผยฉินปะทะตรง ๆ ไม่ไหว จึงได้แต่หาโอกาสเข้าไปรบกวนชายชุดคลุมขาวได้สองสามครั้ง
ชายชุดคลุมขาวถูกรบกวนจนเอือมระอา ปลดปล่อยพลังกดดันมหาศาลออกมา แต่กลับเห็นเผยฉินโบกยันต์วิญญาณในมือ ไม่หวั่นเกรงพลังกดดันของเขาเลยแม้แต่น้อย
จวีเยวียนฉวยโอกาสที่อีกฝ่ายชะงักไปชั่วขณะ รวบรวมพลังแทงปราดเดียว ทลายเรือของชายชุดคลุมขาวจนแตกหัก
ชายชุดคลุมขาวเห็นว่าภารกิจในวันนี้ยากจะสำเร็จ จึงหันกายจะจากไปในทันที
“คิดจะหนีงั้นหรือ?” จวีเยวียนมิคิดจะปล่อยไป “วันนี้เจ้าต้องชดใช้ด้วยชีวิต”
หลินตู้ได้ยินดังนั้นก็ยกมือขึ้นกุมหน้าผาก ที่แท้จวีเยวียนก็คิดว่านางตายแล้วจริง ๆ?
นางพอจะรู้แล้วว่าที่หนีจิ่นเซวียนเป็นคนที่เชื่ออะไรก็เชื่อมั่นคงอย่างไร้เดียงสานั้น สืบทอดมาจากใคร
ในชั่วพริบตาที่หอกเงินจู่โจมถึงหน้าผากของชายชุดคลุมขาว อีกฝ่ายได้ฉีกม้วนคัมภีร์เคลื่อนย้ายออกมา
ทันใดนั้นหลินตู้ก็ร้องเรียกชื่อหนึ่งออกไปว่า “หลานซีอู้!”
ปลายหอกแทงทะลุม้วนคัมภีร์ แต่อีกฝ่ายได้กระโจนเข้าไปในมิติเส้นทางของม้วนคัมภีร์แล้ว
หลินตู้ได้แต่ใช้มือคลึงข้อนิ้วกลางอย่างครุ่นคิด ผู้นั้น… เพราะเหลียวหน้ามามองนางก้าวหนึ่ง จึงเชื่องช้าไปหนึ่งจังหวะ
มิเช่นนั้นด้วยระดับความเร็วของศิษย์พี่ คงไม่มีทางแทงโดนม้วนคัมภีร์ได้
ชื่อที่นางร้องเรียกออกไป เป็นหนึ่งในชื่อผู้บำเพ็ญระดับสูงที่มีลักษณะตรงกับคนตรงหน้าที่ปรากฏอยู่ในบัญชีรายชื่อซึ่งเจ้าเมืองหลานซือมอบให้
ช่างน่าสนใจยิ่งนัก
จวีเยวียนหวนกลับมาอย่างเสียดาย ร่อนลงสู่ดาดฟ้าเรือ พบกับศิษย์น้องที่ถูกฝูงชนห้อมล้อมอยู่ตรงกลาง
