ในช่วงที่ฉินเป่าอันพักฟื้นร่างกาย จุนมู่เฮิงจะแบ่งเวลามาเยี่ยมและพูดคุยกับเขาทุกวัน
แต่ฉินเป่าอันมักนอนอยู่บนเตียง ตอบรับอย่างไม่เย็นชาและไม่กระตือรือร้นเพียงไม่กี่คำ ทั้งยังไม่เคยเป็นฝ่ายเข้าหาจุนมู่เฮิงก่อน
แม้จุนมู่เฮิงจะผิดหวัง แต่ก็ไม่ได้บังคับเขาจนเกินไป หากค่อย ๆ เริ่มจากละลายน้ำแข็งทีละน้อย พูดเล่าเรื่องวัยเด็กของตนให้ฉินเป่าอันฟัง
อย่างเช่น ตอนเด็กเขาชอบร้องไห้มาก ทั้งยังชอบสำรอกนมใส่ฉลองพระองค์ของเสด็จพ่อ บางครั้งหากชำระล้างไม่ทัน จุนมู่เฮิงก็ต้องสวมฉลองพระองค์มังกรที่ยังมีกลิ่นน้ำนมไปว่าราชการ
ฉินเป่าอันได้ฟังถึงตรงนี้ ดวงตาจึงสว่างวาบ เขาเงยหน้าขึ้นอย่างสงสัย ก่อนจะอุทานว่า “ตอนเด็กข้าซุกซนถึงเพียงนั้นเชียวหรือ?”
“แค่นั้นยังไม่นับว่าซุกซน ตอนที่หนักกว่านั้นก็ฉี่รดเจิ้นเสียทั้งตัว”
ฉินเป่าอัน “……”
แก้มของฉินเป่าอันแดงเรื่อ มือเล็ก ๆ กำชายผ้าห่มแน่น ซุกหน้าลงกับหมอน พยายามซ่อนสีหน้าที่อยากหัวเราะเอาไว้
แต่แน่นอนว่าเขาไม่กล้าหัวเราะ เรื่องน่าอับอายของฮ่องเต้ หากเขาหัวเราะออกมา หัวคงหลุดจากบ่าเป็นแน่
“ที่เจิ้นเล่าเรื่องพวกนี้ให้เจ้าฟัง ก็เพื่อบอกว่าเจ้าไม่เหมือนพี่ชายทั้งหลายของเจ้า เจิ้นเลี้ยงดูเจ้ามาด้วยตนเอง และเจ้าเป็นดวงใจที่เจิ้นห่วงที่สุด ความผูกพันเช่นนี้ ไม่มีผู้ใดเทียบได้”
จุนมู่เฮิงเอ่ยด้วยน้ำเสียงจริงจัง หวังจะพิสูจน์ให้เห็นว่าความผูกพันระหว่างพ่อลูกคู่นี้พิเศษเพียงใด
แต่ฉินเป่าอันกลับไม่เข้าใจความหมายลึกซึ้งของคำพูดนี้
เขาเพียงรู้สึกว่าองค์ชายสี่ช่างมีความสุขเหลือเกิน ที่มีบิดาคอยทะนุถนอมเช่นนี้
ส่วนตัวเขาเอง บิดาไม่รัก มารดาไม่เอ็นดู กระทั่งวาระสุดท้ายก็ยังไม่เคยได้รับคำชมจากบิดาสักคำ
เมื่อนึกถึงเรื่องนี้ ใบหน้าของฉินเป่าอันที่เพิ่งมีสีสันขึ้นมาบ้างก็หม่นหมองลงอีกครั้ง กลับไปเป็นคนหมดอาลัยตายอยาก
จุนมู่เฮิงเองก็สังเกตเห็นอารมณ์แปรปรวนของฉินเป่าอัน บางครั้งก็ร่าเริงขึ้นมาอย่างมาก แต่ไม่นานก็ถูกความกลัดกลุ้มและกังวลที่ไม่สมกับวัยกดทับลงอีก ไม่ว่าเขาจะพยายามหยอกให้เด็กน้อยอารมณ์ดีเพียงใดก็ตาม
