สีหน้าหลินหรงพลันเปลี่ยนไป รีบเกลี้ยกล่อมว่า “ฝ่าบาท! เรื่องนั้นจะเหมือนกันได้อย่างไรพ่ะย่ะค่ะ ไทเฮาก็คือไทเฮา ฝ่าบาทก็คือฝ่าบาท! องค์ชายสี่กับฝ่าบาทไม่มีทางกลายเป็นเช่นไทเฮากับฝ่าบาทในยามนั้นได้เด็ดขาดพ่ะย่ะค่ะ”
ในวังหลวงมีใครบ้างไม่รู้ว่าความสัมพันธ์ระหว่างไทเฮากับฮ่องเต้บาดหมางกันจนเข้ากันไม่ได้ราวน้ำกับไฟแล้ว
แม้เรื่องในปีนั้นจะมีคนรู้เพียงไม่กี่คน แต่หลินหรงกลับจดจำได้อย่างชัดเจน
ในปีนั้น ฮ่องเต้ไม่รู้ว่าเพราะเรื่องใด ถึงกับถือกระบี่หมายจะแทงไทเฮาให้สิ้นพระชนม์
ปลายกระบี่เฉียดหัวใจไปเพียงไม่กี่ชุ่น หากมิใช่องครักษ์ขัดขวางเอาไว้สุดชีวิต ไทเฮาคงสิ้นพระชนม์ไปแล้ว
บุตรชายแท้ ๆ ถึงกับลงมือโหดเหี้ยมต่อมารดาเช่นนั้น เห็นได้ว่าภายในย่อมมีความแค้นที่ไม่อาจอยู่ร่วมฟ้าแทรกอยู่เป็นแน่
แม้หลินหรงจะไม่รู้ว่าความแค้นนั้นคือเรื่องใด แต่ก็ไม่อาจปล่อยให้หนามในใจที่ไทเฮาทรงทิ้งไว้ตกทอดไปถึงองค์ชายสี่ผู้บริสุทธิ์ได้ มิฉะนั้นคงไม่ยุติธรรมกับองค์ชายสี่อย่างยิ่ง
ถ้อยคำนี้ทำให้จุนมู่เฮิงได้สติขึ้นมาจริง ๆ
สีหน้าของจุนมู่เฮิงแปรเปลี่ยนจากหม่นหมองเป็นแจ่มใสในเวลาไม่นาน
“ถูกต้อง เจ้าพูดถูกแล้ว ไทเฮาก็คือไทเฮา เราก็คือเรา”
แววตาของเขาหม่นลง “เราไม่มีทางเดินไปถึงขั้นนั้นเหมือนนางเด็ดขาด”
เขาสงบอารมณ์ลง ก่อนจะหันไปถามหลินหรงว่า วันนี้องค์ชายสี่ฟื้นตัวเป็นอย่างไรบ้าง เสวยพระกระยาหารได้ตามปกติหรือไม่
เห็นเขาอารมณ์ดีขึ้น หลินหรงก็รีบยิ้มรายงานอย่างกระตือรือร้นว่า “ฝ่าบาทโปรดวางพระทัย องค์ชายสี่ทรงสบายดีพ่ะย่ะค่ะ! ไม่เพียงเสวยพระกระยาหารได้ด้วยพระองค์เอง แม้แต่เข้าห้องน้ำก็ยังเสด็จไปเองได้แล้ว ราวกับผู้ใหญ่ตัวน้อยเลยพ่ะย่ะค่ะ”
