ซู่ลิ่งอู๋ไปทำงานตรงเวลาเหมือนทุกวัน และเลิกงานตรงเวลาเช่นกัน
แต่เธอกลับพบว่าช่วงนี้ทำไมคนไข้ถึงยิ่งเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ
หลายคนเป็นใบหน้าแปลกใหม่ที่ไม่เคยเห็นมาก่อน
“หมอซู่ ได้ยินว่าฝีมือการรักษาของคุณเก่งมาก นี่คือลูกสะใภ้ฉัน ช่วยตรวจให้หน่อยสิ แต่งงานกันมาห้าปีแล้วก็ยังตั้งครรภ์ไม่ได้ ช่วยจัดยาให้หน่อย ฉันอยากอุ้มหลานเร็ว ๆ จะแย่อยู่แล้ว”
หญิงชรามองซู่ลิ่งอู๋อย่างร้อนใจ
ซู่ลิ่งอู๋เงยหน้ามองผู้มาใหม่ เห็นว่าเป็นแม่สามีกับลูกสะใภ้ หญิงชรามีโหนกแก้มสูง รูปร่างผอมเล็ก แต่ดูกระฉับกระเฉงมีชีวิตชีวา
ลูกสะใภ้สวมเสื้อผ้าที่ปะชุนทั้งตัว ท่าทางขลาดกลัวและอ่อนน้อม เดินตามหลังหญิงชรามาเงียบ ๆ หากไม่รู้มาก่อนคงนึกว่าลูกสะใภ้เป็นคนพาแม่สามีมาหาหมอ
“คนไข้นั่งลงก่อน ฉันจะจับชีพจรให้”
ซู่ลิ่งอู๋บอกให้ลูกสะใภ้ของหญิงชรานั่งลง
พอได้ยินคำพูดของซู่ลิ่งอู๋ หญิงชราก็รู้สึกกระอักกระอ่วนเล็กน้อย จึงจำต้องลุกขึ้นหลีกทางให้ลูกสะใภ้
เธอกระชากลูกสะใภ้ที่อยู่ข้างหลังให้เข้ามาใกล้ แล้วยังหยิกอีกฝ่ายทีหนึ่ง “เร็วเข้า ไม่ได้ยินที่หมอพูดหรือไง เอาแต่อืดอาด จะให้คนเชิญหรือไง!”
ซู่ลิ่งอู๋สูดหายใจเข้าลึก ๆ พลางท่องในใจว่า ไม่เกี่ยวกับฉัน อย่าเข้าไปยุ่งกับกรรมของคนอื่น มีหน้าที่แค่รักษาโรค
อยากตบสักฉาดจริง ๆ!
“อายุเท่าไหร่ แต่งงานมากี่ปีแล้ว ปกติใช้ชีวิตคู่กันบ่อยแค่ไหน?”
ลูกสะใภ้ไม่คิดว่าซู่ลิ่งอู๋จะถามคำถามพวกนี้ จึงอายจนก้มหน้าหงุด ไม่กล้าเงยขึ้นมา
