วุ่นวายกันอยู่หลายชั่วโมง
แต่อวิ๋นซูกลับรู้สึกราวกับเวลาผ่านไปเนิ่นนาน ล่องลอยอยู่ในห้วงสุขจนแทบลืมตัว
บนเตียง เสียนเยว่ยังคงอ่อนโยนกับเธออย่างที่สุด ไม่ต่างจากปกติ
เขารู้จักปลอบ รู้จักหยุด คอยใส่ใจความรู้สึกของเธอทุกอย่าง ไม่ปล่อยให้เธอรู้สึกไม่สบายแม้แต่นิดเดียว ทั้งยังยกทุกอย่างให้เธอเป็นคนควบคุม
พอทำไปได้ครึ่งทาง เธอก็นึกขึ้นได้ว่าช่วงติดสัดจะทำให้ค่าความปั่นป่วนทางจิตเพิ่มสูง จึงรีบใช้พลังจิตปลอบประโลมจิตใจของเสียนเยว่
ผลคือเสียนเยว่กลั้นไม่อยู่ ร้องไห้ออกมา น้ำตาไหลลงมาตามหางตาที่แดงระเรื่อ
ภาพตรงหน้าชวนให้รู้สึกงดงามราวกับแตกสลาย
อวิ๋นซูยิ่งเห็นก็ยิ่งตื่นเต้น อยากรังแกเขามากขึ้นไปอีก
ไม่มีความเจ็บปวดหรือไม่สบายตรงไหนเลย มีแต่ความสุขสมและความซาบซ่านจนหนังศีรษะชา
เธอไม่รู้สึกรังเกียจเรื่องแบบนี้แม้แต่น้อย ยิ่งทำก็ยิ่งอยากทำ
เพียงแต่ตอนลุกจากเตียงในท้ายที่สุด ขาทั้งสองข้างกลับอ่อนปวกเปียก เกือบทรุดลงไปคุกเข่ากับพื้น
เสียนเยว่คาดการณ์ไว้แล้วว่าจะเป็นแบบนี้ เขาคอยอยู่ข้างกายอวิ๋นซู พอเห็นเธอเข่าอ่อนจนเกือบล้ม ก็รีบช้อนตัวเธอขึ้นมาไว้ในอ้อมแขน
“ผมพาคุณไปอาบน้ำ”
อวิ๋นซูไม่ขัดขืนอีกต่อไป เธอซบอยู่บนอกเขาแล้วครางรับเบา ๆ
กว่าจะจัดการทุกอย่างเรียบร้อยก็ปาเข้าไปห้าทุ่มกว่าแล้ว
อวิ๋นซูหิว
“ข้าวบนโต๊ะยังกินได้ไหมคะ” เธอเงยหน้าขึ้น สายตาหยุดอยู่ตรงสันจมูกโด่งและริมฝีปากบางของเสียนเยว่ พอนึกถึงเรื่องที่เพิ่งเกิดขึ้น ใบหน้าก็แดงขึ้นมาอย่างห้ามไม่อยู่ ก่อนจะรีบเบือนสายตาไปทางอื่น
