มาถึงบ้านตระกูลเสิ่นตอน 19:50 น.
เจียงฉือไป๋จอดรถเรียบร้อย ก่อนแบกอวิ๋นซูเข้าบ้าน สวี่เกาจือเพิ่งเปิดประตู ก็อดบ่นเสียงเบาไม่ได้ว่า “แม่บอกให้มาเร็วกว่านี้ไง นี่ใกล้จะเริ่มแล้วเพิ่งมาถึง ดูไม่ดีเลยนะ”
อวิ๋นซูเงยหน้ามองสวี่เกาจือ
ผู้หญิงวัย 40 ดูแลตัวเองดีจนดูเหมือนอายุสามสิบกว่า แต่งหน้าอย่างประณีต รูปร่างเพรียวระหง เสื้อผ้าล้วนเป็นแบรนด์เนม ใบหน้ามีเค้าอ่อนโยนอ่อนหวาน แต่เมื่อมองเจียงฉือไป๋ ความอ่อนโยนนั้นกลับหายไปจนหมด เหลือเพียงความไม่พอใจ
พูดไปพลาง เธอก็ก้มหน้าลงเล็กน้อย พอเห็นลูกแมวที่ห้อยอยู่ตรงหน้าอกของเจียงฉือไป๋ คิ้วก็ขมวดแน่นจนแทบหนีบแมลงวันให้ตายได้
“ทำไมยังพาแมวมาด้วยอีก? แม่ไม่ชอบ เอาไปทิ้งซะ”
“ไม่ทิ้ง” เจียงฉือไป๋ตอบเสียงเย็นชาเรียบเฉย
สวี่เกาจือไม่คิดเลยว่าลูกชายที่ปกติเงียบขรึมจะกล้าเถียง เธอเบิกตากว้างด้วยความไม่อยากเชื่อ
เจียงฉือไป๋พูดต่อว่า “ถ้าไม่ให้ซูซูเข้าบ้าน ผมก็ไม่เข้าเหมือนกัน”
“แก!”
ใบหน้าของสวี่เกาจือแดงสลับเขียว
จังหวะนั้นเอง เสิ่นจิ่งอันที่กำลังคุยกับพ่อของเสิ่นอยู่ในบ้านก็เดินออกมา เขาเรียก “คุณน้าสวี่” ก่อน จากนั้นจึงหันไปมองเจียงฉือไป๋พร้อมรอยยิ้มอ่อนโยน
“ฉือไป๋ มาแล้วเหรอ พ่อกับแม่รออยู่เลย รีบเข้ามาสิ”
เจียงฉือไป๋ปรายตามองเขาด้วยแววตาเย็นเยียบ ก่อนจะหันไปมองสวี่เกาจือ
สวี่เกาจือฝืนยิ้มอ่อนโยนแบบแม่ผู้เปี่ยมรักออกมา “ดูแม่สิ ไม่ได้เจอแกตั้งนาน มัวแต่ยืนรำลึกความหลังกันอยู่หน้าประตู รีบเข้ามาเถอะ เข้ามาเร็ว”
คราวนี้เจียงฉือไป๋ถึงยอมก้าวเข้าบ้าน
พ่อของเสิ่นนั่งอยู่ที่หัวโต๊ะ สีหน้าเคร่งขรึมทรงอำนาจ พอเห็นเจียงฉือไป๋เดินเข้ามา ก็พยักหน้าเล็กน้อยโดยไม่พูดอะไร
ไม่นานบรรยากาศบนโต๊ะอาหารก็ครึกครื้นขึ้น
ส่วนใหญ่เป็นสวี่เกาจือที่พูด เธอเอ่ยชมเสิ่นจิ่งอัน ขณะที่พ่อของเสิ่นพูดแทรกเป็นครั้งคราว เจียงฉือไป๋เหมือนเป็นมนุษย์ล่องหน แต่เขาไม่ได้ใส่ใจ
กับข้าวเต็มโต๊ะล้วนปรุงรสทั้งนั้น ลูกแมวกินไม่ได้ เขาจึงเปิดเนื้อปลาทูน่าที่เอามาจากบ้าน วางบนเก้าอี้ให้อวิ๋นซูกิน
