อวิ๋นซูหัวเราะเบา ๆ สองครั้ง ก่อนจะคล้องแขนเสียนเยว่ไว้ “พี่เลีย งั้นฉันกลับบ้านกับเสียนเยว่ก่อนนะคะ”
เลียยิ้มตาหยี โบกมือให้เธอ “กลับเถอะ บ๊ายบาย”
ทันทีที่เข้ามาใกล้ เสียนเยว่ก็ได้กลิ่นของมนุษย์สัตว์ตนอื่นติดกายอวิ๋นซู หรือจะพูดให้ถูกคือเขาได้กลิ่นตั้งแต่เพิ่งมาถึงแล้ว เพียงแต่ตอนนี้อยู่ใกล้กัน กลิ่นนั้นจึงฉุนจมูกเป็นพิเศษ
เป็นกลิ่นของมนุษย์สัตว์ตระกูลสุนัขที่ชวนให้หงุดหงิด
ดวงตาสีฟ้าหม่นลง สัญชาตญาณหวงแหนของมนุษย์สัตว์พลุ่งพล่านขึ้นมา เสียนเยว่สูดหายใจลึก ๆ ไม่พูดอะไร เพียงยื่นมือไปจัดผมให้อวิ๋นซู
นั่งรถกลับบ้าน
อวิ๋นซูพูดจ้อว่าจะช่วยทำอาหาร เสียนเยว่ยิ้มบาง ๆ แล้วปฏิเสธเธอ
“วันนี้คุณเหนื่อยมาทั้งวัน แถมมีกลิ่นติดตัว ไปอาบน้ำก่อนเถอะ”
มีกลิ่นเหรอ?
อวิ๋นซูก้มลงดมตัวเอง กลิ่นสะอาดสดชื่น ไม่มีเหงื่อสักหน่อย
เธอนึกขึ้นได้ว่าเสียนเยว่เป็นมนุษย์สัตว์ ประสาทรับกลิ่นจึงไวกว่า บางทีเขาอาจได้กลิ่นจาง ๆ นั่นก็ได้ เธอพยักหน้า ยอมตามว่า “ก็ได้ งั้นฉันไปอาบน้ำก่อน เดี๋ยวค่อยมาหาคุณนะ”
“ได้”
พออวิ๋นซูอาบน้ำเสร็จออกมา กลิ่นน่ารังเกียจของมนุษย์สัตว์ตระกูลสุนัขก็หายไปจากตัวแล้ว แทนที่ด้วยกลิ่นนมหอมอ่อน ๆ ซึ่งเหมือนกับกลิ่นที่ติดตัวเขาไม่มีผิด
แววพึงพอใจปรากฏขึ้นในดวงตาเสียนเยว่
“อ้าว คุณทำมื้อเย็นเสร็จแล้วเหรอ? ฉันนึกว่าจะช่วยสักหน่อย”
เสียนเยว่ยิ้ม พลางวางจานผักเย็นที่ปรุงเสร็จแล้วลงในมืออวิ๋นซู “ตอนนี้ก็ช่วยอยู่เหมือนกันนะ อวิ๋นซู รบกวนช่วยยกจานไปวางบนโต๊ะให้หน่อยได้ไหม”
“ได้สิ”
อวิ๋นซูวางจานลง เสียนเยว่ก็ยกข้าวสวยสองชามออกมาพอดี
อวิ๋นซูหิวมาก
อาหารกลางวันฟรีที่หอคอยขาวรสชาติก็งั้น ๆ ไม่อร่อยแต่ดีต่อสุขภาพ ก่อนหน้านี้เธอก็ไม่ได้รู้สึกว่ามันแย่อะไร ทว่าพอเทียบกับอาหารฝีมือเสียนเยว่แล้ว กลับต่างกันลิบลับ
ตอนเที่ยงเธอกินไปนิดเดียว พอถึงมื้อเย็นจึงก้มหน้าก้มตากินจนแทบไม่เงยขึ้นมา
เสียนเยว่ขมวดคิ้วเล็กน้อย “เที่ยงนี้คุณไม่ได้กินข้าวเหรอ?”
“กินแล้ว” อวิ๋นซูกลืนข้าวในปากลงก่อน ถึงเริ่มบ่นให้เสียนเยว่ฟังว่าอาหารโรงอาหารไม่อร่อยแค่ไหน
เสียนเยว่นั่งฟังเงียบ ๆ พอเธอพูดจบก็เอ่ยว่า “พรุ่งนี้เที่ยงผมเอาข้าวไปให้คุณนะ”
อวิ๋นซูปฏิเสธโดยไม่ทันคิด “จะลำบากเกินไปหรือเปล่า?”
“ไม่ลำบากหรอก”
เสียนเยว่ค่อย ๆ อธิบายให้เธอฟังอย่างจริงจัง “อยู่บ้านคนเดียว ผมก็ต้องทำอาหารกินตอนเที่ยงอยู่แล้ว ทำเพิ่มอีกคนไม่เป็นไรหรอก อีกอย่างผมมีรถ ขับไปส่งข้าวให้คุณใช้เวลาแค่สิบนาทีเอง ไม่นาน ไม่ได้ทำให้เสียอะไรด้วย”
ใจอวิ๋นซูเริ่มเอนเอียงไปทางเสียนเยว่ เธอหวั่นไหวขึ้นมาแล้ว
“งั้น...พรุ่งนี้เที่ยงคุณเอาข้าวมาให้ฉันที่ห้องทำงานเหรอ?”
เสียนเยว่ถามเสียงเบา “กลิ่นจะติดอยู่ในห้องทำงานไหม?”
อวิ๋นซูลองคิดดู
ระบบระบายอากาศในห้องทำงานดีมาก กินเสร็จแล้วเปิดระบายอากาศสักพักก็คงไม่มีกลิ่น แต่ถ้าคนไข้เพิ่งกลับไป เธอก็กินข้าวอยู่ข้างใน แล้วพอกินเสร็จก็มีคนไข้เข้ามาอีก
ถึงจะไม่มีกลิ่นตกค้าง แต่ก็รู้สึกแปลก ๆ อยู่ดี
“งั้นฉันไปรอคุณตรงหน้าโรงอาหารดีไหม?”
คราวนี้เสียนเยว่ไม่คัดค้าน ตอบเสียงอ่อนโยนว่า “ได้”
หลังมื้อเย็น อวิ๋นซูกับเสียนเยว่ช่วยกันตัดสินใจเรื่องอาหารกลางวันของวันพรุ่งนี้ มีปีกไก่โค้ก ผัดเห็ดกับผัก และซุปฟักเขียวข้าวโพด ทั้งเนื้อทั้งผัก ครบถ้วนและมีประโยชน์
แค่ได้ยินอวิ๋นซูก็น้ำลายสอแล้ว พอไปทำงานวันรุ่งขึ้น หลังรักษาคนไข้เสร็จ เธอก็เอาแต่คิดถึงอาหารสามอย่างนี้ตลอดทั้งเช้า
เวลาผ่านไปเชื่องช้าราวกับหนึ่งวันยาวนานเป็นปี
ในที่สุดก็ถึงเวลาเลิกงาน อวิ๋นซูเดินไปโรงอาหารพร้อมกับเลีย พอมาถึงหน้าประตู เธอก็หยุดเดิน
“พี่ไปซื้อข้าวเถอะค่ะ เสียนเยว่จะเอาข้าวมาให้ฉัน ฉันรอเขาอยู่ตรงนี้”
เลียตาเป็นประกาย “โชคดีจังนะ”
แฟนของเธออายุน้อยกว่า เป็นคนร่าเริงกระปรี้กระเปร่า นอกจากมีแรงเหลือเฟือทั้งวันแล้วก็ไม่ค่อยมีอย่างอื่นเลย เรื่องทำอาหารน่ะเขาทำไม่เป็น ส่วนฝีมือเธอก็งั้น ๆ เลยต้องไปฝากท้องที่บ้านพ่อแม่ตัวเองหรือบ้านพ่อแม่เขาทุกวัน
อวิ๋นซูเพียงยิ้มเขิน ๆ
สองนาทีต่อมา เสียนเยว่ก็มาถึง อวิ๋นซูเลือกที่นั่งมุมหนึ่งของโรงอาหาร ซึ่งทั้งลับตาและเงียบสงบ ส่วนเลียนั่งอยู่ข้าง ๆ พวกเขา
ไกลออกไปยังมีผู้หญิงกับมนุษย์สัตว์คนอื่น ๆ มากินข้าว เสียนเยว่จึงไม่ได้ดูแปลกแยกอะไร
“หอมมากเลย ทั้งเช้าฉันเอาแต่คิดถึงรสชาตินี้” อวิ๋นซูกัดปีกไก่คำหนึ่ง ก่อนจะหรี่ตาลงอย่างพึงพอใจ “เนื้อนุ่ม หอมละมุน แทบละลายในปาก กระดูกนี่ก็หลุดออกมาง่าย ๆ แค่ดูดเบา ๆ เอง เสียนเยว่ คุณเก่งจัง ทำอาหารอร่อยขนาดนี้ได้ยังไง”
เสียนเยว่ยกมุมปากขึ้นน้อย ๆ มองสีหน้าชื่นชมเกินจริงของอวิ๋นซูอย่างขบขัน แล้วพูดว่า “อร่อยก็กินอีกสิ”
แต่ในใจกลับแทบเอ่อล้นไปด้วยความสุขจากท่าทางดีใจของเธอ อบอุ่นและเต็มตื้นไปหมด
เลียกำลังกินอาหารโรงอาหารที่จืดชืด พอได้กลิ่นหอมก็อดมองปีกไก่โค้กตาไม่กะพริบไม่ได้ อวิ๋นซูถามความเห็นเสียนเยว่ก่อน แล้วแบ่งปีกไก่ให้เธอสามชิ้นอย่างใจกว้าง
พอได้ชิม เลียก็ถึงกับอุทานด้วยความทึ่ง
“ฉันขอถอนคำพูดก่อนหน้านี้ เสียนเยว่ไม่ได้แค่ดีกว่าคนก่อนหรอกนะ แต่ดีกว่าเป็นพันเป็นหมื่นเท่าเลย!”
อวิ๋นซูพยักหน้าเห็นด้วย “ใช่ ๆ เสียนเยว่ดีขนาดนั้นเลย!”
ไม่ไกลนัก เพื่อนร่วมงานคนอื่น ๆ เห็นท่าทีสนิทสนมของทั้งคู่กันหมด
ผู้หญิงคนหนึ่งถอนหายใจ “เฮ้อ เดิมทีฉันยังคิดจะแนะนำหลานชายที่เพิ่งบรรลุนิติภาวะให้รู้จักกับอวิ๋นซูอยู่เลย”
เพื่อนร่วมงานข้าง ๆ พูดว่า “เลิกคิดเถอะ ดูท่าทางที่มนุษย์สัตว์คนนั้นหวงอวิ๋นซูสิ สงสัยจะชอบมากเลยล่ะ ฉันว่าสองคนนั้นคงผ่านช่วงปรับตัว แล้วคบกันจริงจังในอีกไม่นานหรอก”
เธอส่ายหน้า “สงสัยหลานชายฉันคงไม่มีวาสนาสินะ”
เมื่อได้ยินบทสนทนาของพวกเธอ มนุษย์สัตว์คนหนึ่งก็สีหน้าเปลี่ยนไปเล็กน้อย ก่อนจะก้มหน้าส่งข้อความสองสามข้อความอย่างเงียบ ๆ
มนุษย์สัตว์หูตาไว เสียนเยว่ได้ยินตั้งแต่พวกเขาคุยเล่นกัน จนเปลี่ยนเป็นซุบซิบว่า “มนุษย์สัตว์ที่อยู่กับอวิ๋นซูเหมาะสมกันดีนะ” “ดอกไม้งามมีเจ้าของแล้วสินะ” และ “ดูท่าสองคนนั้นคงได้คบกันจริงจังในอีกไม่นาน” เขายกมุมปากขึ้น แล้วคีบปีกไก่โค้กชิ้นสุดท้ายใส่ชามอวิ๋นซู
อวิ๋นซูลังเลอยู่สองวินาที ก่อนจะคีบปีกไก่ชิ้นสุดท้ายใส่ชามเสียนเยว่ “ฉันกินไปเยอะแล้ว ชิ้นนี้ให้คุณนะ”
เสียนเยว่จะไปแย่งของกินกับอวิ๋นซูได้ยังไง เขาคีบกลับไปใส่ชามเธอแล้วพูดว่า “ก่อนหน้านี้ผมทำกินตั้งหลายครั้งแล้ว เลยไม่อยากกินเท่าไรแล้ว คุณกินเถอะ”
อวิ๋นซูถาม “งั้นฉันกินจริง ๆ นะ?”
เสียนเยว่ยิ้ม “กินเลย”
เลียที่นั่งมองอยู่ข้าง ๆ ส่ายหน้าไม่หยุด แสก ๆ กลางวันแสก ๆ ยังมีคนมาแจกความหวานใส่กันอีก อิ่มจนจุกแล้วจริง ๆ
