หลิวเทียนหาวชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะหัวเราะออกมาอย่างบ้าคลั่ง
“ฮ่า ๆ ๆ ๆ ๆ!”
“พวกแกได้ยินที่มันพูดไหม?”
ลูกน้องหลายคนมองหน้ากัน แล้วก็พากันหัวเราะออกมาโดยพร้อมเพรียง
“เฉินอินเอ๋ย เฉินอิน”
หลิวเทียนหาวมองเขาอย่างดูแคลน “แกคิดว่าฉันจะยอมเสียท่าแบบเดิมซ้ำสองหรือไง?”
“พวกเรา เอาอาวุธออกมา!”
สิ้นเสียงสั่ง
ลูกน้องหลายคนหยิบกระบองเหล็กยืดหดได้ออกมาจากกระเป๋าที่พกติดตัวมาพร้อมกัน
หลิวเทียนหาวลุกขึ้นยืน เหลือบตามองเฉินอิน
“เป็นไง กลัวแล้วหรือยัง?”
“ถ้ากลัวแล้วก็คลานลอดหว่างขาฉันไปซะ แล้วฉันจะไว้ชีวิตแก”
ในสายตาของหลิวเทียนหาว ที่เฉินอินกล้ามาหาเขาเพราะมีที่พึ่งนั้น
ก็ไม่มีอะไรมากไปกว่าพกอาวุธมาเหมือนครั้งก่อนเท่านั้น
แต่หลิวเทียนหาวไม่ใช่คนโง่ คนเราพลาดครั้งเดียวก็ต้องฉลาดขึ้น
คราวก่อนเขาเสียท่าหนักขนาดนั้น ตั้งแต่นั้นมาเวลาออกจากบ้านจึงพกอาวุธติดตัวไว้เสมอ เผื่อเกิดเหตุไม่คาดฝัน
“หึ ดูท่าคราวนี้แกจะฉลาดขึ้นนะ”
เฉินอินหัวเราะเยาะ
“ฉันก็จะให้โอกาสแกเหมือนกัน ตอนนี้คลานลอดหว่างขาฉันไปซะ เดี๋ยวฉันจะได้ลงมือเบาหน่อย”
“ไอ้เวรนี่!”
เส้นเลือดบนหน้าผากหลิวเทียนหาวปูดโปน “หาที่ตาย!”
“จัดการมัน!”
สิ้นคำสั่ง
ลูกน้องทั้งเก้าคนถือกระบองเหล็กคนละอัน เดินตรงเข้าหาเฉินอิน
เมื่อเห็นเช่นนั้น เฉินป๋อกับเย่ปินที่ยืนอยู่ด้านหลังเฉินอินก็รีบก้าวออกมาข้างหน้า ปกป้องเขาไว้
พร้อมกับหยิบกระบองเหล็กยืดหดได้ออกมาจากกระเป๋า
เก้าต่อสาม ทั้งสองฝ่ายยืนประจันหน้ากัน โดยมีระยะห่างตรงกลางไม่ถึง 2 เมตร
แม้ว่าพวกของหลิวเทียนหาวส่วนใหญ่จะเป็นนักเลงรูปร่างหน้าตาหลากหลาย ทั้งสูงเตี้ยอ้วนผอม ฝีมือย่อมสู้ฝั่งพวกเขาไม่ได้แน่
แต่ถึงอย่างนั้นอีกฝ่ายก็มีจำนวนคนมากกว่า เฉินอินจึงไม่กล้าประมาท
