ในอุทยานหลวง บรรดาคุณชายและคุณหนูที่ได้รับเชิญมาร่วมงานต่างมาถึงกันครบแล้ว เสียงครึกครื้นจากที่ไกล ๆ ลอยมาให้ได้ยิน
โค่วอี้หร่านมาถึงล่าช้า บริเวณทางเข้าไม่มีผู้ใดเหลืออยู่แล้ว
“ถวายคำนับองค์หญิง”
นางกำนัลตรงทางเข้าคำนับนาง โค่วอี้หร่านเหลือบมองก็เห็นดอกไม้ประดับผมของวังที่วางอยู่บนถาดลงรักปิดทองตรงหน้านางกำนัล
ยามนี้เป็นเดือนสี่ ตรงกับฤดูที่ดอกโบตั๋นผลิบาน ดอกไม้ประดับผมของวังในถาดจึงเป็นดอกโบตั๋นเช่นกัน ทว่าฝีมือนั้นเห็นได้ชัดว่าประณีตไม่เท่าดอกที่นางประดับอยู่บนศีรษะ
นางกำนัลกล่าวว่า “เป็นพระประสงค์ของไทเฮา เพื่อเพิ่มความครึกครื้นให้กับงานชมบุปผา แขกสตรีสามารถออกเงินซื้อดอกไม้ประดับผมของวังได้ ส่วนแขกบุรุษเป็นถุงหอม อีกครู่หนึ่งในงานเลี้ยง แขกบุรุษและสตรีสามารถวางเดิมพันหรือมอบให้ผู้ที่อยู่ฝั่งตรงข้ามตามเกม ผู้ที่ได้ดอกไม้ประดับผมและถุงหอมมากที่สุดจะได้รับของรางวัลที่ไทเฮาทรงจัดเตรียมด้วยพระองค์เอง”
โค่วอี้หร่านได้ฟังแล้วดวงตาพลันเป็นประกาย
ความหมายก็คือ เมื่อเข้ามาในอุทยานหลวงแห่งนี้ ดอกไม้ประดับผมกับถุงหอมจะกลายเป็นเงินตราเพียงอย่างเดียวที่ใช้ได้ภายในงาน เช่นนี้ไทเฮาก็สามารถรวบรวมเงินทำบุญได้ ทั้งยังไม่ทำให้บรรยากาศอึดอัดเกินไป
เงินที่ใช้ซื้อดอกไม้ประดับผมและถุงหอมก็นับเป็นเงินบริจาค
วันนี้โค่วอี้หร่านนำเงินหนึ่งพันตำลึงติดตัวออกมา นี่คือเงินเบี้ยเลี้ยงที่นางเก็บสะสมมาตลอดสิบกว่าปี
ไม่ว่าไทเฮาจะมีพระประสงค์จริงใจที่จะหาคู่ครองให้นางหรือไม่ การเอาใจพระองค์ไว้ย่อมไม่ผิด
นางจึงกล่าวกับนางกำนัลว่า “ยังมีดอกไม้ประดับผมเหลืออีกเท่าใด เอามาให้ข้าหนึ่งพันตำลึง”
ดอกไม้ประดับผมดอกละสิบตำลึง โค่วอี้หร่านซื้อไปทั้งสิ้นหนึ่งร้อยดอก
ดอกไม้หนึ่งร้อยดอกหอบถือไม่สะดวก นางจึงให้เหรินตงหาที่เก็บไว้ก่อน รอเมื่อต้องใช้ค่อยไปเอา
จากนั้นโค่วอี้หร่านก็พาฝูหลิงเดินเข้าอุทยานหลวงอย่างคุ้นเคย
