คนฝั่งตรงข้ามเงยหน้าขึ้นมาพอดี สายตาของทั้งสองสบประสานกัน
พอเห็นว่าเป็นนาง แววตาของคนผู้นั้นพลันสว่างวาบ ก่อนจะส่งยิ้มเจิดจ้าให้นาง
ที่แท้ก็คือเผยเห่อเย่
เขาถูกลงโทษโบยด้วยไม้พลองมิใช่หรือ ยังไม่ครบเดือนเลย บาดแผลก็หายแล้วหรือ?
ราวกับมองเห็นความสงสัยบนใบหน้านาง เผยเห่อเย่ฝั่งตรงข้ามยิ้มอย่างเขินอาย พลางชูจอกสุราตรงหน้าขึ้นให้นางดู
ความหมายก็คือเขาดื่มสุราได้แล้ว บาดแผลบนร่างย่อมไม่เป็นไร
โค่วอี้หร่านอดยกมือปิดปากหัวเราะเบา ๆ มิได้
นี่เป็นครั้งแรกที่นางได้มองเผยเห่อเย่อย่างละเอียด
ชาติที่แล้วในยามใกล้สิ้นใจ นางเห็นเพียงเงาร่างเลือนราง ครั้นช่วยเขาในครานี้ เขาก็อยู่ในสภาพยับเยินถึงเพียงนั้น นางจึงไม่กล้าจ้องมองสำรวจเขาอย่างละเอียด
บัดนี้เมื่อมองดูแล้ว ชายหนุ่มมีอายุราวสิบแปดสิบเก้าปี ดวงตาเปล่งประกายดุจดวงดาว ริมฝีปากแดงฟันขาว นอกจากรูปโฉมงดงามแล้ว ทั่วร่างยังแผ่กลิ่นอายมีชีวิตชีวา
ที่หาได้ยากยิ่งก็คือ ยามเขายิ้มจะเผยเขี้ยวแหลมออกมาซี่หนึ่ง ทำให้เพิ่มความซื่อตรงและเปิดเผยขึ้นอีกหลายส่วน
โค่วอี้หร่านไม่คิดว่าแม่ทัพเผยผู้มีชื่อเสียงเลื่องลือในอีกสามปีข้างหน้า เวลานี้จะมีภาพลักษณ์น่ารักเปี่ยมด้วยความเยาว์วัยเช่นนี้ ด้วยความแตกต่างที่ชวนให้ประหลาดใจ นางจึงอดหัวเราะมิได้
ทว่าในชั่วขณะที่นางก้มหน้าลง พลันรู้สึกเย็นวาบไปทั่วแผ่นหลัง คล้ายมีสายตาเย็นชาคู่หนึ่งจับจ้องมาที่ตน
นางกำลังจะเงยหน้ามองหาเจ้าของสายตาคู่นั้น พลันได้ยินเสียงขันทีขานขึ้นว่า “ท่านอ๋องผู้สำเร็จราชการเสด็จมาถึงแล้ว—”
โค่วอี้หร่านแข็งค้างแทบจะในทันที
นิสัยที่สั่งสมมาสองปีทำให้นางจับคำว่า “ฮั่วสวิน” และ “ท่านอ๋องผู้สำเร็จราชการ” ได้อย่างว่องไว
แต่ก่อนเมื่อได้ยินสองคำนี้ นางมักอดไม่ได้ที่จะเข้าไปใกล้ อยากเห็นว่าเขาอยู่ที่ใด กำลังทำสิ่งใด ทว่าบัดนี้เมื่อได้ยิน นางกลับหวาดกลัวขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว คิดเพียงอยากหลีกหนี
ผู้คนรอบข้างต่างลุกขึ้นคำนับ นางจึงลุกขึ้นตามฝูงชน ก่อนยอบกายคำนับอย่างแผ่วเบา
