ฮั่วสวินยืนนิ่งอยู่กับที่ ลมหายใจค่อย ๆ กระชั้นขึ้น
สายตาของเขายังคงจับจ้องริมฝีปากอิ่มสีแดงระเรื่อเบื้องหน้า ริมฝีปากคู่นั้นราวกับบุปผางามที่แต้มด้วยน้ำผึ้ง ส่วนเขาก็ไม่ต่างจากผึ้งที่ได้กลิ่นหอมหวาน อยากจะโถมเข้าไปกัดกินอย่างไม่สนสิ่งใด...
ความคิดนี้ทำให้เขาตกใจ ตามมาด้วยความตึงเกร็งฉับพลันตรงส่วนหนึ่งของร่างกาย
เขายังคงโน้มตัวอยู่เช่นนั้น ไม่กล้าขยับ บังคับตนเองให้รีบเบือนสายตา แล้วพยายามตั้งสมาธิกลับไปที่บาดแผลของนาง
“ซี๊ด...” โค่วอี้หร่านรู้สึกได้ว่าแรงมือของเขาพลันเพิ่มขึ้น จึงสูดปากด้วยความเจ็บปวด
ฮั่วสวินชะงักมือ ริมฝีปากแห้งผากเม้มเข้าหากัน ก่อนเบือนหน้าหนีอย่างกระอักกระอ่วน
ใจของเขาปั่นป่วน มือจึงควบคุมได้ไม่ดีนัก เผลอทำให้นางเจ็บเข้าเสียแล้ว
ทว่าโค่วอี้หร่านกลับไม่ทันสังเกตเห็นความผิดปกติของเขา ฉวยโอกาสเอนตัวไปด้านหลังจนแผ่นหลังแนบกับพนักเก้าอี้ พยายามถอยห่างจากเขาให้มากที่สุด
เห็นเขายังคงยืนตัวแข็งทื่อ มือค้างอยู่ในท่าทายาให้นาง นางจึงโบกมือให้เขาซ้ำ ๆ “ท่านอ๋อง ข้าว่าทายาได้พอแล้ว บาดแผลเล็กน้อย ไม่ต้องประณีตถึงเพียงนั้น!”
นางไม่อยากอยู่ตามลำพังกับเขาอีกแล้ว ยามเผชิญหน้าเขา นางรู้สึกอยู่เสมอว่าอาการใจสั่นกำลังจะกำเริบขึ้นมาอีก
มือที่ฮั่วสวินใช้ถือยาขี้ผึ้งค่อย ๆ กำแน่นขึ้น ดวงตาลึกล้ำฉายประกายเย็นเยียบ ร่างสูงยังคงโน้มตัวเล็กน้อย มือข้างหนึ่งยันอยู่บนที่เท้าแขนของเก้าอี้ไท่ซือ เขามองนางเงียบ ๆ อยู่นาน
