โค่วอี้หร่านมองสีหน้าของเผยเห่อเย่ที่หม่นลงในชั่วพริบตา ท่าทางน่าสงสารราวกับลูกสุนัขที่เปียกฝน
นางถึงกับไม่กล้าบอกความจริงแก่เขา
ก่อนหน้านี้นางใจแข็งดุจเหล็ก กลับผลักไสพวกเขาทั้งสามออกไปจากใจจริง ๆ
ถึงขั้นคิดจะหาคนที่ถูกชะตาสักคน ซึ่งเต็มใจมาเป็นพระสวามีขององค์หญิง แล้วแต่งงานกันไปอย่างขอไปที
นางถอนหายใจเบา ๆ “ใช่ หากเจ้าไม่สบายใจ ยามนี้ยังกลับคำได้ทัน”
นางจำเขาไม่ได้ ที่ช่วยเขาก็ไม่ใช่เพราะมีใจให้เขา แม้แต่การเลือกเขาในยามนี้ก็หาใช่เพราะนางพึงใจในตัวเขา
หากเขายอมรับไม่ได้ เลิกล้มเสียแต่เนิ่น ๆ ก็ดีเหมือนกัน
ทว่าเผยเห่อเย่กลับใช้ผ้าเช็ดหน้าห่อดอกโบตั๋นดอกนั้นอย่างทะนุถนอม ก่อนเก็บไว้ในสาบเสื้ออย่างประณีต เขาก้มตามองนาง ดวงตาเป็นประกายเจิดจ้า
“ข้าดีใจยิ่ง อย่างน้อยองค์หญิงก็เปลี่ยนพระทัยเพราะข้า ข้าจะทะนุถนอมไว้ให้ดี ต่อไปจะพยายามแสดงให้เห็นว่าข้าดีพอ หวังให้องค์หญิงเต็มพระทัยแต่งตั้งข้าเป็นพระสวามี!”
เขายิ้ม ความหม่นหมองในแววตาเลือนหาย ราวกับท้องฟ้าหลังฝนหยุด แสงตะวันสาดส่องทั่วผืนดิน เต็มไปด้วยความหวังในชั่วพริบตา
ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อครู่ตกอยู่ในสายตาของฮั่วสวิน ผู้ยืนอยู่ไม่ไกล
มือที่วางอยู่บนโต๊ะของเขากำแน่นเป็นหมัด เส้นเลือดปูดนูนขึ้นบนหลังมือ ราวกับเทือกเขาสูงชัน
เขาเป็นผู้ฝึกยุทธ์ แม้อยู่ห่างออกไปบ้าง ก็ยังได้ยินบทสนทนาของทั้งคู่เมื่อครู่เกือบทั้งหมด
ฮั่วสวินพลันรู้สึกว่าตนช่างน่าขันนัก ถึงกับละทิ้งฎีกากองพะเนินแล้วมาที่อุทยานหลวงเพื่อเล่นเกมไร้สาระกับพวกเขา ทั้งยังนั่งอยู่ตรงนี้มาครึ่งค่อนวัน
ส่วนนาง แม้แต่สายตาก็ยังตระหนี่ไม่ยอมทอดมาทางเขา
เขาถึงกับเห็นกับตาว่านางวางตัวอยู่ระหว่างบุรุษสองคนอย่างไร ประเดี๋ยวมอบดอกไม้ประดับผมของวังให้คนนี้ ประเดี๋ยวก็สบตาอีกคนด้วยแววตาเปี่ยมรัก
