เมื่อได้ยินเช่นนี้ ใบหน้าสงบนิ่งไร้ระลอกคลื่นของจางอู่ก็ปรากฏรอยร้าวขึ้นมาอย่างยากจะพบเห็น
ตลอดสองปีที่เข้ามาเมืองหลวง เจ้านายของเขาไม่เคยไปร่วมงานเลี้ยงวันเกิดขององค์หญิงเลยสักครั้ง
ปีก่อนตอนองค์หญิงชิ่งหยางปักปิ่น นางอ้อนวอนเจ้านายของเขาอยู่นาน ทั้งร้องไห้ทั้งโวยวาย ท้ายที่สุดเจ้านายก็ยังไม่ไป
ที่แปลกกว่านั้นคือ...ปีนี้องค์หญิงไม่ได้ส่งเทียบเชิญมาเลยแม้แต่ฉบับเดียว...
เช่นนี้ เขาจะทูลท่านอ๋องได้อย่างไร?
แม้ท่านอ๋องของเขาจะมีอำนาจสูงส่ง แต่ก็ไม่มีเหตุผลให้ไปร่วมงานโดยไม่ได้รับเชิญกระมัง?
เมื่อเห็นจางอู่อ้ำอึ้ง ฮั่วสวินก็ขมวดคิ้วอย่างไม่พอใจ เอ่ยถามว่า “เหตุใดจึงยังไม่ไปจัดการ?”
จางอู่ตัดสินใจกลั้นใจพูดความจริง “งานเลี้ยงวันเกิดขององค์หญิงจัดขึ้นอย่างเร่งด่วน ได้ยินว่าครั้งนี้เชิญคนไม่มาก ส่วนใหญ่เป็นเชื้อพระวงศ์และบุตรีตระกูลขุนนาง ดังนั้น...”
ฮั่วสวินเป็นคนฉลาดเพียงใด แค่ฟังทำนองก็เข้าใจความหมาย เมื่อเห็นสีหน้าลำบากใจของจางอู่ ใบหน้าของเขาก็มืดครึ้มลงทันที
“ดังนั้น...ครั้งนี้นางมิได้เชิญเปิ่นหวัง?”
จางอู่กล่าวว่า “อาจเป็นเพราะคนใต้บังคับบัญชาสะเพร่ากระมัง ต้องการให้ข้าน้อยส่งคนไปสอบถามหรือไม่?”
ฮั่วสวินเอ่ยเสียงเย็นชา “ไม่ต้อง!”
จางอู่ถามอีกว่า “แล้วของขวัญ...”
แพขนตายาวหนาทึบของฮั่วสวินหลุบลงครึ่งหนึ่ง บดบังความหม่นหมองในดวงตา
เขานั่งนิ่งอยู่หน้าโต๊ะ กรามขบแน่น เส้นกรอบใบหน้าคมชัดเป็นสัน แผ่ความเย็นชาและน่าเกรงขาม
จางอู่ลอบมองสีหน้าของเจ้านาย เห็นเขาสูดลมหายใจลึกประหนึ่งระงับอารมณ์ ก่อนถามอีกว่า “ซื่อจื่อแห่งเซียวโหวอานกับเส้าชิงเหยียนจะไปหรือไม่?”
