บ้านของสวี่ซานตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกของหมู่บ้าน สภาพเรียกได้ว่ายากจนถึงขั้นสิ้นเนื้อประดาตัว หลังคายังมีรูโหว่ขนาดใหญ่อีกด้วย
ลมหนาวโกรกเข้ามาเป็นพัก ๆ
เพราะเอาแต่เกียจคร้าน วัน ๆ ไม่ทำอะไร ของมีค่าในบ้านแทบจะถูกขายไปจนหมด เหลือเพียงผ้าห่มผืนบางเท่านั้น
เคราะห์ดีที่ตอนนี้เป็นฤดูหนาวเดือนอ้าย ไม่เช่นนั้นแม้แต่ผ้าห่มผืนนี้ก็คงรอดไม่พ้น
หลินว่านเอ๋อร์เห็นภาพนี้ ดวงตางามดุจเมล็ดแอพริคอตเต็มไปด้วยความตกตะลึง
ไม่ต้องพูดถึงนางเลย แม้แต่สวี่ซานเองก็ยังตกใจไม่แพ้กัน
ในโลกนี้จะมีคนแบบนี้ได้อย่างไร!
เขายิ้มขมขื่นกล่าวกับหลินว่านเอ๋อร์ว่า "เข้ามาก่อนเถอะ ชีวิตลำบากอยู่บ้าง แต่วันข้างหน้าจะต้องดีขึ้น"
ทว่าหลินว่านเอ๋อร์กลับยืนนิ่งอยู่นอกประตูไม่ขยับ แถมยังมองเขาด้วยแววตาหวาดระแวง
"มีอะไรหรือ?"
สวี่ซานรู้สึกฉงนใจ
ทันใดนั้นหลินว่านเอ๋อร์ก็คุกเข่าลงเสียงดังโครม น้ำเสียงเจือสะอื้นอ้อนวอนว่า "สามี เจ้าคะ...เมื่อครู่ที่พวกชาวบ้านพูด ข้าน้อยได้ยินหมดแล้ว...ขอสามีอย่าได้เอาข้าน้อยไปขายในหอนางโลมเลย"
"ข้าน้อยยอมทำทุกอย่าง!"
สวี่ซานรีบพยุงหลินว่านเอ๋อร์ขึ้น "อย่าไปฟังพวกเขาพล่าม นั่นมันอดีต ข้า…ข้าจะไม่พนันอีกแล้ว"
"จริงหรือ?"
ดวงตาโตแป๋วใสซื่อของหลินว่านเอ๋อร์จับจ้องสวี่ซาน แววตาแฝงความกังขา
นางจำได้ว่าท่านแม่เคยบอกว่า คนเราหากติดการพนันแล้วก็ยากจะเลิกได้
เห็นภาพนี้ สวี่ซานก็จนใจไม่น้อย
เขารู้ว่าภาพลักษณ์แรกที่หลินว่านเอ๋อร์มีต่อเขานั้นตายตัวไปแล้ว ต่อให้อธิบายอย่างไรตอนนี้ก็ไร้ประโยชน์
แต่ว่าหากเขาสามารถเลี้ยงดูหลินว่านเอ๋อร์ให้อวบอิ่มในภายหลังได้ ภาพลักษณ์ที่นางมีต่อเขาย่อมเปลี่ยนไปเอง
"กูก..."
ทันใดนั้น เสียงหนึ่งดังขึ้นจากท้องของหลินว่านเอ๋อร์ ทำให้นางหน้าแดงซ่านขึ้นมาทันที
ตลอดทางที่โคลงเคลงมา นางไม่ได้กินอะไรมานานแล้ว
"หิวแล้วหรือ?"
สวี่ซานยิ้มพลางกล่าว "รอก่อน ข้าจะไปทำอาหารให้"
เขาค้นหาทั่วบ้านอยู่นานกว่าจะหาเสบียงหยาบได้ครึ่งถุง เล็ก ๆ พอดีสำหรับสองคน
ขณะที่เขากำลังจะก่อไฟทำอาหาร หลินว่านเอ๋อร์ก็เดินเข้ามา รวบรวมความกล้ากล่าวว่า
"ให้ข้าน้อยทำเองเถิดเจ้าคะ สามีพักผ่อนเถอะ..."
มองดูท่าทีหวาดกลัวของนาง คงจะคิดใช้วิธีนี้พิสูจน์ว่าตนยังมีประโยชน์
สวี่ซานพยักหน้า ไม่ได้ปฏิเสธ
ระหว่างที่หลินว่านเอ๋อร์ต้มน้ำหุงข้าวต้ม เขาก็หาแผ่นไม้เก่า ๆ มาซ่อมหลังคาที่ทะลุเป็นรู
แม้จะมีเพียงแผ่นไม้เก่า ๆ ใช้งานได้ แต่ด้วยฝีมือของเขา รูบนหลังคาก็ถูกซ่อมอย่างรวดเร็ว
ภายในบ้าน หลินว่านเอ๋อร์ที่หุงข้าวต้มเสร็จแล้วเห็นภาพนี้ ใจนางก็หวั่นไหวเล็กน้อย
ดูท่าสามีของนางก็ไม่ใช่คนเกียจคร้านอย่างที่ชาวบ้านพูดกันเสียทีเดียว
นางหลุบตาลง แล้วใช้น้ำร้อนที่เหลือจากการทำอาหารชำระล้างร่างกายให้สะอาด
เมื่อสวี่ซานทำงานเสร็จเข้ามาในบ้าน พบหลินว่านเอ๋อร์อีกครั้งก็อดตะลึงไม่ได้
ยามนี้หลินว่านเอ๋อร์ผิวพรรณขาวดุจหิมะ ใบหน้างดงามประณีต ไม่มีเค้าของความมอมแมมเช่นเมื่อก่อนหลงเหลืออยู่เลย
ช่างเป็นสตรีงามล่มเมืองอย่างสมบูรณ์แบบ
หลินว่านเอ๋อร์เห็นสวี่ซานจ้องมองนางไม่วางตา ก็ถามอย่างหวาดหวั่นว่า "สามีเจ้าคะ ข้าน้อยทำอะไรผิดไปหรือไม่?"
สวี่ซานส่ายหน้ายิ้ม ๆ
"ข้ามองอยู่ว่าเหตุใดภรรยาของข้าจึงงดงามถึงเพียงนี้ ประหนึ่งเทพธิดาแสร้งลงมาจุติ"
ได้ยินดังนั้น หลินว่านเอ๋อร์ก็อดไม่ได้ที่จะหน้าแดงซ่าน
"สามี เราทานอาหารกันเถอะเจ้าค่ะ"
นางหันไปยกข้าวต้มที่หุงไว้มา แล้วผลักชามข้าวต้มที่เต็มเปี่ยมชามหนึ่งมาตรงหน้าสวี่ซาน ส่วนชามในมือนางนั้นมีข้าวต้มไม่ถึงครึ่งน่าสงสาร
"อืม?"
สวี่ซานขมวดคิ้วน้อย ๆ
แต่หลินว่านเอ๋อร์กลับเข้าใจผิด รีบผลักชามในมือมาให้สวี่ซานอีก ราวกับเด็กที่ทำผิด
"สามีทานก่อนเถิด... ข้าน้อยทานที่เหลือก็ได้"
สวี่ซานส่ายหน้า ตักข้าวต้มจากชามตนครึ่งหนึ่งใส่อีกชาม แล้วผลักไปตรงหน้าหลินว่านเอ๋อร์
"จากนี้ไม่ต้องทำเช่นนี้แล้ว เราสองคนทานเท่ากันก็พอ"
"ทานเถอะ"
ว่าแล้วเขาก็เริ่มทานเสียเอง
เสบียงหยาบไร้รสชาติ แถมยังระคายคอเล็กน้อย แต่เขากลับทานอย่างเอร็ดอร่อย
จนปัญญา ตั้งแต่เมื่อครู่นี้เขายังไม่ทันได้กินข้าวสักเม็ด หิวจนแย่แล้ว
อีกฟากหนึ่ง หลินว่านเอ๋อร์มองดูชามข้าวต้มตรงหน้า ดวงตาพลันเริ่มเอ่อคลอ
นับตั้งแต่นางกลายเป็นนักโทษหญิง นี่เป็นครั้งแรกที่มีคนดีต่อนางถึงเพียงนี้
แม้เป็นเพียงข้าวต้มเสบียงหยาบชามเดียว แต่กลับมีค่ายิ่งกว่าคำพูดนับพันหมื่น
เมื่ออิ่มหนำสำราญดีแล้ว หลินว่านเอ๋อร์ก็เป็นฝ่ายจัดเตียงนอนให้เรียบร้อย เอ่ยเรียกสวี่ซานอย่างขลาดเขิน
"สามี ได้พักผ่อนแล้วเจ้าค่ะ"
สวี่ซานหันไปมอง เห็นหลินว่านเอ๋อร์นั่งอยู่ริมเตียง มองเขาพร้อมกันด้วยท่าทีประหม่าและเขินอาย
เขาไม่ได้วางมาด
เพราะที่บ้านมีเพียงผ้าห่มผืนเดียว หากฝืนพยายามเป็นวีรบุรุษ เกรงว่าหลังเที่ยงคืนคงต้องหนาวสั่นสะท้าน
ทว่าเตียงไม้แผ่นบางของบ้านไม่ใหญ่ พอเขาล้มตัวลงนอน คนทั้งสองก็แทบจะแนบชิดติดกัน
ร่างของหลินว่านเอ๋อร์อดไม่ได้ที่จะสั่นสะท้าน
แต่ไม่นานนางก็พบว่าสวี่ซานไม่ได้ลวนลามนางแต่อย่างใด กลับเป็นความอบอุ่นที่แผ่ออกจากร่างของเขาที่ช่วยขับไล่ความหนาวเหน็บในกายนางออกไปไม่น้อย
นั่นทำให้นางขยับเข้าใกล้สวี่ซานอีกเล็กน้อยโดยไม่รู้ตัว
เช่นนั้นแล้ว สวี่ซานจึงไม่เพียงแต่สัมผัสถึงส่วนเว้าส่วนโค้งอันงดงามของหลินว่านเอ๋อร์ แต่ยังได้กลิ่นกายหอมรวยรินของสตรีอีกด้วย
ไม่คิดเลยว่าหลินว่านเอ๋อร์จะดูผอม แต่เรือนร่างกลับเพียบพร้อม
ความกระสันพลุ่งพล่านขึ้นมา
แต่เขากลับสัมผัสได้ถึงความตึงเครียดและหวาดกลัวของหลินว่านเอ๋อร์ จึงไม่อยากบังคับขืนใจ
"นอนเถิด"
สวี่ซานกล่าวพลางหลับลึกลงไป
รุ่งเช้าวันรุ่งขึ้น เมื่อสวี่ซานตื่นขึ้นก็พบว่าหน้าอกตนอึดอัด
ก้มลงมอง หลินว่านเอ๋อร์ทั้งตัวทาบอยู่บนร่างของเขา กำลังหลับอย่างสุขสงบ
ของนิ่มสองก้อนนั้นที่ดูไม่ใหญ่แต่ทว่าหนักอึ้งกดทับบนหน้าอกของเขา บีบเสียจนผิดรูป
น่าสบายก็จริง แต่ถึงเวลาทำงานแล้ว
"ภรรยา ได้ตื่นได้แล้ว!"
สวี่ซานจนใจตบแก้มอ่อนนุ่มของหลินว่านเอ๋อร์เบา ๆ เอ่ยขึ้น
หลินว่านเอ๋อร์ลืมตาขึ้นด้วยความงัวเงีย สบตากับสวี่ซานที่กำลังรอคอยพอดี
ทั้งสองอยู่ใกล้กันยิ่งนัก กระทั่งสัมผัสได้ถึงลมหายใจของกันและกัน
นางดีดตัวขึ้นราวกับแมวน้อยที่ตื่นตระหนก หลบไปอยู่ที่ปลายเตียงด้วยความตกใจเขินอาย
สวี่ซานส่ายหน้ายิ้ม ๆ ลุกขึ้นไปหาคันธนูล่าสัตว์ที่บิดาแท้ผู้เป็นพรานของร่างเดิมทิ้งไว้
บัดนี้ในบ้านนอกจากเสบียงหยาบครึ่งถุงน้อยนั่นที่กินหมดไปเมื่อคืนแล้ว ก็ไม่มีเสบียงเหลืออีกเลย
เพื่อไม่ให้ต้องหิวโซ เขาจึงเตรียมเข้าป่าไปสักครั้ง
ทว่าหาไปรอบหนึ่งก็ไม่พบ สวี่ซานเพิ่งนึกได้ว่าถูกร่างเดิมเอาไปขายแลกเงิน
"น่าตำหนยิ่งนัก!"
เขาจนใจส่ายหน้า แต่ก็ไม่ได้ติดใจอะไรมากนัก
เพราะในป่ายังซ่อนคันศรเหล็กกล้าที่ใช้งานได้ดีกว่าเอาไว้ ซึ่งย่อมดีกว่าคันธนูล่าสัตว์มากนัก
"ข้าจะออกไปล่าสัตว์บนเขา เจ้าดูบ้านคนเดียวนะ"
สวี่ซานกำชับหลินว่านเอ๋อร์แล้วก็ผลักประตูออกไป
วันนี้ท้องฟ้าโปรยปรายปุยหิมะ ลมหนาวรุนแรงกว่าเมื่อวาน
เขาโอบรัดเสื้อผ้าเนื้อบาง แล้วเร่งฝ่าเท้าฝ่าหิมะเดินสู่ขุนเขาไกลโพ้น
มายังถ้ำที่ซ่อนของ วันก่อนที่ซ่อนคันศรเหล็กกล้าและกระบี่ทหารไว้ยังอยู่ครบ
สวี่ซานนำทุกสิ่งทุกอย่างติดตัวไปด้วย
ในป่าลึกห่างไกลอันตรายซุ่มซ่อนอยู่ทุกหน การมีอาวุธเพิ่มอีกหนึ่งชิ้นก็ช่วยเพิ่มความกล้าให้มากขึ้นอีกหนึ่งส่วน
ช่วงฤดูหนาวเดือนอ้าย ในป่าเขาหาสิ่งมีชีวิตยาก
แต่โชคดีที่ชาติก่อนเขามีประสบการณ์เอาชีวิตรอดกลางป่ากว้างขวาง ไม่นานก็หาร่องรอยของเหยื่อพบหลายแห่ง
ตามรอยไป ไม่นานเท่าไรก็พบเหยื่อของวันนี้
ไก่ป่าขนสวยตัวหนึ่ง
ดูขนาดน่าจะหนักสองสามชั่ง
สวี่ซานมีสีหน้ายินดี คิดไม่ถึงว่าขึ้นเขามาล่าสัตว์ครั้งแรกก็เจอของดี
เจ้าสิ่งนี้ไม่เพียงรสชาติเนื้ออร่อย ยังเป็นอาหารบำรุงอย่างดี ไม่มีพรานป่าคนใดไม่ชอบเหยื่อเช่นนี้
ทว่าไก่ป่านั้นตื่นตัวสูง หากเข้าไปใกล้โดยพลการก็จะตกใจบินหนีง่าย ๆ
สำหรับพรานป่าในเขา ระยะยิงของคันธนูล่าสัตว์มีเพียงห้าสิบก้าว การจะล่าไก่ป่าตัวนี้ได้ต้องเข้าใกล้ระยะอย่างระมัดระวังยิ่ง
ระหว่างนั้นหากมีเสียงเพียงเล็กน้อยก็จะล้มเหลวไม่เป็นท่า
แต่สำหรับสวี่ซาน หาได้จำเป็นเช่นนั้นไม่
เพราะคันศรเหล็กกล้าในมือเขามีแรงดึงตั้งหนึ่งหิน ระยะยิงถึงกว่าร้อยก้าว
ภายใต้ระยะนี้ ไก่ป่าไม่ทันสังเกตเลย
ถึงกระนั้นสวี่ซานก็ยังไม่ประมาท
เขาถอดคันศรเหล็กกล้าที่พกไว้ออกมา ขึ้นศรตั้งท่าเล็งไปยังไก่ป่าที่ยืนอยู่บนกิ่งไม้อย่างระมัดระวัง
กลั้นลมหายใจ ตั้งสมาธิ
"ฟิ้ว!"
ลูกธนูพุ่งวาบออก ทะลุทะลวงม่านหิมะสามสิบเมตร ตามด้วยเสียงดังตุ๊บ ไก่ป่าหล่นลงตามเสียง
"เฮือก..."
สวี่ซานถอนหายใจเฮือกใหญ่ วิ่งไปจากที่ซ่อนตรงไปยังจุดที่ไก่ป่าตกลงทันที
ไก่ป่าถูกยิงทะลุคอตายสนิทแล้ว
มีมันละ วันนี้ไม่อดตาย
ชัยชนะแรกเพิ่มความมั่นใจให้สวี่ซานมากโข
เขาเหน็บไก่ป่าไว้ที่เอว ตั้งใจจะไล่ล่าเหยื่ออื่นต่อไปก่อนฟ้าจะมืด
ทว่าโชคดีไม่ได้ส่องแสงมายังสวี่ซานอีกเลย หลายชั่วยามต่อจากนั้น เขาไม่ได้อะไรเลย
หิมะตกหนักขึ้นเรื่อย ๆ ในป่าเริ่มเดินลำบากขึ้นทุกขณะ
เสียงลมเขาคำรามหวนกรรโชกราวคมมีด บาดผิวหนังเขาเจ็บแปลบ
มองดูฟ้าเริ่มมืดค่ำลง สวี่ซานรู้ว่าหากยังไม่กลับก็จะต้องแข็งตายในป่านี้
เขาไม่รีรออีก ซ่อนคันศรเหล็กกล้าและกระบี่ทหารไว้ แล้วหันหลังกลับหมู่บ้านเฉ่าเมี่ยวพร้อมไก่ป่า
มีไก่ป่าตัวนี้ ค่ำคืนนี้ก็ได้ลิ้มรสเนื้อสัตว์เสียที
ทว่าขณะที่สวี่ซานเข้าใกล้ประตูบ้าน เสียงร้องไห้อย่างสิ้นหวังของสตรีกับเสียงหัวเราะหยาบโลนของบุรุษก็ดังออกมาจากในบ้าน