ศักราชต้าซิงปีที่สาม ฤดูหนาว
ณ หุบเขาห่างจากหมู่บ้านเฉ่าเมี่ยวออกไปสิบลี้
"น้องน้อยอย่าได้โทษข้าเลย ใครใช้ให้พวกอนารยชนเป่ยหม่างร้ายกาจนักเล่า ข้าไม่มีทางเลือก ต้องขอยืมหัวของเจ้าไปใช้สอยชั่วคราว"
"รอให้ได้ผลงานจากศึก ข้าจะให้ยายนางโลมในหออิ๋หงได้ลิ้มรสฝีมือข้าให้สาแก่ใจ!"
"ฮิ ๆๆ..."
สวี่ซานถูกเสียงลับมีดปลุกให้ตื่นขึ้น จากนั้นจึงคลำร่างท่อนบนของตน
สีหน้าเผื่อความแปลกใจ
มิใช่ว่าเขาถูกกระสุนปืนยิงทะลุร่างหรอกหรือ เหตุใดจึงยังอยู่ครบถ้วนเช่นนี้
ไม่ทันได้สืบหาความจริง สมองพลันเกิดเสียงอึงคนึงขึ้น มวลความทรงจำมากมายท่วมท้นหลั่งไหลเข้ามา
ที่แท้เขาข้ามภพมาสวมร่างชายเกียจคร้านผู้หนึ่ง ณ ชายแดนเหนือของราชวงศ์ต้าซิง
เจ้าของร่างเดิมมีนามเหมือนเขา คือสวี่ซาน
ในความทรงจำ เดิมทีเขาน่าจะพึ่งเล่นพนันเสียเงิน กำลังเดินทางกลับเรือน กลับถูกคนไม่รู้ผู้ใดลอบทำร้าย
ดับดิ้นตายไป!
ชีวิตทหารหลายปี ทำให้สวี่ซานตื่นตัวเต็มที่ในพริบตา
"จี๊...เหตุใดเจ้ายังไม่ตาย?"
สวี่ซานส่งเสียงดังมิใช่น้อย ทำให้เจ้าสี่ผู้กำลังลับมีดอยู่ไม่ไกลตกใจพอดี "ไม่น่าเลย ข้าต่อยด้วยเท้าไปที่ลิ้นปี่เจ้าเต็มแรงแท้ๆ"
ระหว่างเจ้าสี่ร่ำพึงกับตนเอง สวี่ซานก็ได้สำรวจพิจารณาคู่ต่อสู้อย่างถี่ถ้วนรอบหนึ่งแล้ว
อาภรณ์ทหารสีเทาติดตัว มีดประจำกายคาดเอว
เครื่องแต่งกายชัดเจนว่าเป็นทหารชายแดนต้าซิง!
แต่ทหารชายแดนผู้หนึ่ง เหตุใดจึงคิดร้ายกับชายเกียจคร้านอย่างเขา?
เมื่อสวี่ซานเต็มไปด้วยความฉงน พอดีเจ้าสี่เอ่ยปากอีกครั้งว่า:
"ช่างเถิด เมื่อเจ้ายังไม่ตาย จักให้เจ้าตายอย่างชัดแจ้ง"
เขาโบกมีดประจำกายที่พึ่งลับคมในมือ "ระยะนี้ข้างบนเร่งรัดนัก ข้าจนแต้มจำต้องยืมศีรษะของเจ้าไปใช้สักหน่อย"
"อย่างไรโลกเลวทรามเช่นนี้มีชีวิตอยู่ก็ทุกข์ทน เจ้าจงไปดีเถิด"
สิ้นเสียง ก้าวเท้าเข้าใกล้พลันฟาดฟันลงด้วยดาบ
สวี่ซานตอบสนองฉับไวเพียงเอี้ยวตัวก็หลบหลีกคมมีดที่แรงน่าเกรงขามนี้ได้
สำหรับในชาติก่อนที่เขาเป็นถึงจ้าวกองกำลังพิเศษ การเผชิญการโจมตีเต็มไปด้วยช่องโหว่เช่นนี้ มิได้รู้สึกกดดันแม้แต่น้อย
เห็นเพียงเขาขยับกาย มือหนึ่งกดที่ข้อมือเจ้าสี่ พร้อมหันไปทางด้านหลัง
ดึงเบาๆ
มีดที่ควรฟาดไปที่ตัวเขา พลันจ่อเข้าที่คอหอยของเจ้าสี่เองในพริบตา
การเปลี่ยนฉับพลันเช่นนี้ ทำให้เจ้าสี่ตื่นตระหนกสุดขีด
"รอ..."
เขาคิดจะอ้อนวอน แต่มิทันให้เอ่ยปาก ข้อมือของเขาก็ถูกสวี่ซานพลิกบิด เชือดไปที่ลำคอเสียแล้ว
มองเจ้าสี่ผู้ล้มลงกับพื้น สวี่ซานมีสีหน้าเคร่งขรึม
มิคิดเลยว่าเดิมทีกองทหารชายแดนที่ควรต้านศัตรูต่างแดน กลับทำการสังหารสามัญชนปั้นผลงานความดีความชอบ
โลกนี้เสื่อมทรามเสียจริง
ทำใจยอมรับเมื่อมาอยู่แล้ว เขาก็ไม่คิดมากอีก หันไปสนใจสำรวจมีดประจำกายที่แย่งมาจากเจ้าสี่
ชาติก่อนเขาเชี่ยวชาญเรื่องอาวุธเย็นเป็นพิเศษ
อาวุธประจำกายของกองทัพ ไม่ว่าจะเป็นกรรมวิธีตีเหล็กหลอมตีและคุณภาพของวัตถุดิบ ล้วนเหนือกว่าอาวุธหยาบที่ชาวบ้านตีขึ้นมากมายนัก
นอกจากมีดประจำกายแล้ว สวี่ซานยังพบคันศรเหล็กกล้าและถุงใส่ลูกธนูของจางอีสืออีกต่างหาก
นี่เป็นของดีแท้ๆ
ในยามแผ่นดินมืดมนเช่นนี้ การมีสิ่งของพวกนี้ก็เท่ากับมีหนทางรักษาชีวิตเพิ่มอีกชั้น
แต่น่าเสียดาย อาวุธที่กองทัพใช้ทั้งหลายล้วนมีรูปแบบพิเศษ หากราษฎรแอบซุกซ่อนไว้ ก็คือโทษหนักถึงขั้นประหารชีวิต
แต่ว่า...
เขาได้แบกโทษสังหารทหารชายแดนไว้แล้ว ก็มิได้เกรงกลัวโทษแอบซุกซ่อนอาวุธอีก
สวี่ซานนำซากศพของเจ้าสี่ไปยังหน้าผาแห่งหนึ่งแล้วผลักตกไป ส่วนมีดประจำกายและคันศรเหล็กกล้า เขาก็มุดหาถ้ำแห่งหนึ่งซ่อนไว้
จัดการทุกอย่างเสร็จ เขาหันกายลงเขาไป
สวี่ซานจำได้ว่าบ้านของเจ้าของร่างเดิมอยู็หมู่บ้านเฉ่าเมี่ยว ไม่ไกลจากเขาเท่าใด
พึ่งถึงปากหมู่บ้าน ก็เห็นผู้คนกลุ่มใหญ่มุงดูด้วยกัน
สวี่ซานมิได้คิดแทรกแทรง แต่ว่าพอเขาปรากฏก็ถูกผู้หนึ่งตาดีเห็นเข้า ร้องเสียงสูงว่า:
"เสี่ยวซานจื่อกลับมาแล้ว!"
ทุกคนหันหน้ามาโดยพลัน สายตาจับอยู่ที่ตัวสวี่ซานทั้งหมด
ผู้เฒ่าผู้หนึ่งพิงไม้เท้า โบกมือเรียกเขา น้ำเสียงแฝงความไม่พอใจเล็กน้อย
"เสี่ยวซานจื่อ เจ้าไปเตร็ดเตร่ที่ใดมาอีก?"
"วันนี้เป็นวันที่ศาลากลางอำเภอแจกนักโทษหญิง หากเจ้าไม่มาก็จะถูกเฆี่ยนแล้ว"
สวี่ซานรู้จักผู้เฒ่า เขาคือหมู่บ้านเฉ่าเมี่ยวคุ้นเคยกันดี คือผู้ใหญ่แห่งหมู่บ้าน สวี่ตงไหล
บารมีในหมู่บ้านสูงมากนัก
เขาอธิบายว่า "พึ่งไปเล่นไพ่สองสามตา ไม่ทันไรก็ถึงป่านนี้"
"ฮ่วย เสี่ยวซานจื่อยังไปพนันอีก คงจะเอาป้ายวิญญาณพ่อเจ้าไปจำนำด้วยกระมัง?"
"ป้ายวิญญาณพังๆนั่น มันมีค่าอะไรกัน คงไปหยิบยืมเงินเขามาอีก"
"สวี่ผู้เฒ่าสร้างเวรกรรมอันใดไว้ ถึงมีลูกชายผลาญทรัพย์เช่นนี้ ช่างน่าเวทย์นา"
"......"
ทุกคนส่งเสียงหัวเราะพลางเย้ยหยัน สายตามองสวี่ซานแฝงไว้ด้วยความรังเกียจ
สวี่ซานลูบจมูกตนเอง สีหน้าเก้อเขินยิ่งนัก
ไม่นึกเลยว่าเจ้าของร่างเดิมจะมีชื่อเสียงในหมู่บ้านย่ำแย่เพียงนี้
"พอได้แล้ว!"
สวี่ตงไหลตะโกนขึ้นหนึ่งครั้ง รอบข้างเงียบกริบลงในพริบตา
เขาชี้ไปข้างหน้า พูดกับสวี่ซานว่า "รีบไปยืนข้างหน้าก่อน ใกล้ถึงเวลาเลือกแล้ว"
สวี่ซานพยักหน้าเดินไปยืนข้างหน้ากลุ่มคน
เห็นเบื้องหน้าเขาเป็นเวทีดินไม่สูงนัก มีสตรียืนอยู่เจ็ดแปดคนอย่างกระจัดกระจาย
แต่ละนางล้วนหน้าเปื้อนฝุ่น สีหน้าอิดโรย
ในความจำของเจ้าของร่างเดิม ราชวงศ์ต้าซิงตั้งแต่ยุวกษัตริย์เสด็จขึ้นครองราชย์ก็เกิดการศึกไม่หยุดหย่อน จนถึงตอนนี้เป็นปีที่สามแล้ว
การศึกยืดเยื้อทำให้พลเมืองลดน้อยลง ราชวงศ์ต้าซิงจึงจำเป็นต้องออกกฎหมาย ส่งนักโทษหญิงลงแจกจ่ายยังอำเภอต่างๆ เพื่อเพิ่มจำนวนประชากร
สวี่ซานสำรวจสตรีบนเวทีทีละนาง เมื่อสายตาหยุดอยู่ที่สตรีผู้สุดท้าย ก็อดประหลาดใจไม่ได้
แม้นางจะหน้าเปื้อนฝุ่นเช่นเดียวกับผู้อื่น แต่มิอาจบดบังความงามตามธรรมชาติของนางได้เลย แถมรูปร่างสูงสง่า ในหมู่ว่าที่สตรีกำยำล่ำสันเหล่านี้นางดูเด่นยิ่งนัก
แรกทีเดียวสวี่ซานคิดว่าสตรีผู้นี้จะถูกเลือกเป็นคนแรก ที่แท้กลับถูกทิ้งไว้สุดท้าย
แต่นี่ก็มิใช่เรื่องแปลก ทว่านางผอมบางยิ่งนัก
แบกหามไม่ไหว มือก็ยกของไม่ได้
แถมยังมีท่าทีเจ็บไข้ได้ป่วยอยู่
หากเป็นเมื่อก่อน สตรีที่มีรูปลักษณ์เช่นนี้ หาได้ตกมาถึงสวี่ซานผู้เกียจคร้านไม่
แต่โลกทุกวันนี้ขาดอาหารขาดเสื้อผ้า ต่างก็หาผู้ที่ทำงานเป็นได้ ผู้ใดจะมีข้าวสารเหลือมาเลี้ยงคนที่จะเป็นภาระ
"เสี่ยวซานจื่อ เหลือเพียงผู้เดียวนี่แล้ว"
"เจ้าคุ้มแล้ว!"
คนทั้งหลายรู้ว่าชายเกียจคร้านอย่างสวี่ซานเลี้ยงดูมิได้ จึงพากันหัวเราะส่งเสียง
สวี่ซานไม่สนใจพวกเขา เดินตรงไปยังสตรีร่างสูงนั้น
หากเขาจำไม่ผิด นี่เป็นนักโทษหญิงรุ่นสุดท้ายของปีนี้ ถ้าเขาไม่เลือก คนจากศาลากลางอำเภอจำต้องลงมาสืบถามอย่างแน่นอน
สถานการณ์ของเขาในตอนนี้ โดยธรรมชาติแล้วควรพบปะกับราชการให้น้อยที่สุดดีกว่า
สวี่ซานมองนาง แล้วถามด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล "เจ้ามีนามว่าใด?"
"นักโทษหญิง...หลินว่านเอ๋อร์..."
สตรีนางนั้นเห็นสวี่ซานเข้ามาใกล้ ก็ก้มศีรษะลง สีหน้าเต็มไปด้วยความประหม่า ไม่กล้าสบตากับสวี่ซานเลย
สวี่ซานยื่นมือไปให้นางพร้อมรอยยิ้ม
"ข้านามสวี่ซาน แต่นี้ต่อไปพวกเราคือครอบครัวกันแล้ว"
หลินว่านเอ๋อร์มองฝ่ามือที่กว้างใหญ่ของสวี่ซาน จิตใจพลุ่งพล่านไปด้วยความรู้สึกปลอดภัยอย่างไม่รู้ที่มา
นางก้มหน้ารับคำเบาๆ แล้วจับมือที่สวี่ซานยื่นมา
สัมผัสได้ถึงความรู้สึกนุ่มราวกับไร้กระดูกนั้น สวี่ซานอดรู้สึกทึ่งไม่ได้
"มือเล็กๆ นุ่มนิ่มดีนะ"
"เก็บสมบัติได้แล้ว"
เขาหัวเราะ จูงมือหลินว่านเอ๋อร์เดินไปทางบ้านโดยตรง
"เฮ้ย เจ้าโง่นี่เลือกไปจริงๆ!"
"คงคิดจะขายให้ซ่องแล้วเอาเงินไปพนันต่อไปล่ะสิ"
"เป็นไปได้ทีเดียว เสียดายเด็กสาวดีๆ คนหนึ่ง"
"......"
ผู้คนรอบข้างเห็นสวี่ซานเลือกหลินว่านเอ๋อร์จริงๆ หลายคนส่ายหน้า รู้สึกเสียดายแทนนาง
มองส่งทั้งสองเดินจากไปแล้ว ทุกคนก็แยกย้ายกันไป
ทว่าในที่ลับๆ กลับมีสายตาสองสามคู่แอบจับจ้องติดตามบนร่างของหลินว่านเอ๋อร์อยู่ตลอด เผยแววส่อนัยยะบางอย่าง