เสียงสัญญาณปิดไฟดังขึ้นตอนสามทุ่มครึ่ง
แสงไฟในหอพักดับวูบลงในชั่วพริบตา ทั้งบริเวณโรงเรียนจึงตกอยู่ในความมืดมิด
ภายในห้องพักเงียบสนิท มีเพียงเสียงพลิกตัวบนเตียงดังขึ้นเป็นครั้งคราว พอจะบอกได้ว่าพวกเขายังไม่หลับ
“พวกคุณรู้สึกไหมว่าอู๋เยี่ยนกับเมิ่งเยว่หน้าตาคล้ายกันมาก?”
ท่ามกลางความเงียบงัน เสียงของตู้ทิงเฟิงพลันดังขึ้น
เฉินจี้ขานรับคำหนึ่ง
ที่จริงสองคนนั้นหน้าตาไม่ได้ใกล้เคียงกันขนาดนั้น แถมอายุยังห่างกันไม่น้อย แต่กลับให้ความรู้สึกคล้ายกันอย่างน่าประหลาด
กงฉางชิงไม่สนใจหัวข้อนี้ จึงถามถึงอีกเรื่องแทน
“พวกคุณคิดว่าอาณาเขตนี้ แค่ทำตามกฎก็จะมีชีวิตรอดครบสามวันจริงหรือ?”
น่องที่หักของเขาปวดหนึบอยู่ตลอด เมื่อนึกถึงคำพูดของติงเซียงตอนอยู่โรงอาหาร เขาก็ยิ่งรู้สึกว่าคงไม่ได้ง่ายดายอย่างที่คิด
หลังจากทดสอบแล้ว พวกเขาพบว่าเมื่อกลับมาถึงห้องพัก ก็สามารถพูดคุยเรื่องอาณาเขตกับภารกิจได้
ตู้ทิงเฟิงนอนตะแคงอยู่ในความมืด จ้องเหรียญที่วางไว้ข้างหมอน
ครู่หนึ่งเขาก็ยัดเหรียญกลับเข้าไปในกระเป๋า ก่อนเอ่ยอย่างไม่รีบร้อนว่า
“เบาะแสที่เรามีตอนนี้น้อยเกินไป ถามเรื่องแบบนี้ไปก็ไม่มีความหมาย”
เฉินจี้ประสานมือไว้หลังศีรษะ สายตาเหม่อมองไปยังประตู ตรงนั้นมีแสงสีเขียวจากไฟฉุกเฉินในทางเดินลอดเข้ามาราง ๆ
ที่จริงเบาะแสที่มีอยู่ตอนนี้ก็ไม่ได้ถือว่าน้อย แต่ทั้งหมดกลับขาดตอนไปหมด
ในหัวของเขา เบาะแสที่ขาดหายเหล่านั้นเหมือนเส้นด้ายหลายเส้นพันกันยุ่งเหยิง คล้ายจะมีความเกี่ยวข้องกัน แต่กลับจับต้นชนปลายไม่ได้
“พรุ่งนี้ตื่นขึ้นมา เราถอดป้ายชื่อกันก่อน” เฉินจี้กล่าว
“ตามหาผู้หญิงอีกสองคนให้เจอ ดูว่าจะเค้นคำพูดจากพวกเธอได้ไหม”
“อย่างที่สองก็คือดูว่าคำทำนายของเมิ่งเยว่จะพิสูจน์ได้หรือเปล่า”
