เสียงแตรกังวานดังขึ้น ปลุกเฉินจี้ให้ตื่น
เขาขยี้ตา รู้สึกมึนหัวเล็กน้อย แขนทั้งสองข้างชาจนปวดระบม กว่าจะรู้ตัวว่ากำลังฟุบอยู่บนโต๊ะเรียนตัวหนึ่ง
หลอดไฟเก่าบนเพดานส่องแสงสีขาวจ้าจนแสบตา อากาศที่สูดเข้าไปเย็นเฉียบและชื้นอับ
“คุณตื่นแล้ว”
เสียงผู้หญิงเย็นชาเสียงหนึ่งดังขึ้น
หญิงที่พูดไว้ผมสั้น ใบหน้าซีดขาวไร้สีหน้า ตอนนี้เธอสวมกางเกงนักเรียนตัวโคร่งแล้ว และกำลังสอดแขนเข้าไปในเสื้อนักเรียนที่หลวมไม่แพ้กัน
ข้างตัวเธอมีหญิงสาวอีกคนที่สวมเครื่องแบบเรียบร้อยแล้วนั่งอยู่ ผมของเธอมัดเป็นหางม้า สีหน้าดูเหม่อลอย ไม่รู้ว่ากำลังคิดอะไร
เฉินจี้เงยหน้ามองไปรอบ ๆ กำแพงสีขาวเหลืองเก่ามีป้ายคำขวัญให้ตั้งใจเรียนติดอยู่หลายแผ่น ด้านหน้าสุดเป็นแท่นบรรยาย และมีกระดานดำแขวนอยู่ด้านบน
เห็นได้ชัดว่านี่คือห้องเรียน ตอนนี้ว่างเปล่า มีคนนั่งอยู่ไม่ถึงสิบคน
แต่ดูจากอายุและรูปลักษณ์ของพวกเขาแล้ว คนเหล่านี้เห็นได้ชัดว่าไม่ใช่นักเรียน
เฉินจี้ขมวดคิ้ว ล้วงมือลูบในกระเป๋า ตั๋วเรือยังอยู่
แต่ที่นี่ไม่ใช่แม่น้ำสายที่เขาก้าวเข้าไป
ที่นี่คือโรงเรียนกวดวิชาสำหรับนักเรียนซ้ำชั้น จุดหมายปลายทางบนตั๋วเรืออย่างนั้นหรือ
“ที่นี่คือโลกความจริงหรือ”
เฉินจี้ถามขึ้นมาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย
ชายร่างกำยำที่นั่งอยู่ตรงโต๊ะใกล้กระดานดำส่ายหน้า สีหน้าแสดงความหงุดหงิดอย่างชัดเจน
“หน้าใหม่อีกแล้ว แม่งเอ๊ย”
หญิงคนนั้นไม่สนใจเขา เธอมองชุดคนไข้ที่เฉินจี้สวมอยู่ ก่อนจะพูดกับเขาว่า
“ที่นี่คือ ‘เขตมิติ’”
“เขตมิติ พูดง่าย ๆ ก็คือโลกกระจกอีกใบหนึ่ง ที่นี่อะไรก็เกิดขึ้นได้ทั้งนั้น”
หญิงคนนั้นอธิบายกฎของเขตมิติคร่าว ๆ สรุปสั้น ๆ คือ เวลาที่นี่สับสนปั่นป่วน ที่นี่อาจเป็นภาพสะท้อนของโลกความจริง หรืออาจเป็นพื้นที่สมมติที่ไม่มีอยู่จริงก็ได้
เงื่อนไขในการถูกดึงเข้ามาในเขตมิติคือการได้รับตั๋วเรือเก่าใบนั้น
เมื่อเข้ามาที่นี่แล้ว ต่อไปก็ต้องกลับมาอีกอย่างแน่นอน
ไม่มีใครรู้ว่ามีเขตมิติอยู่กี่แห่ง แต่สิ่งที่ไม่เปลี่ยนแปลงคือทุกเขตมิติล้วนอันตราย หนทางเดียวที่จะผ่านด่านและกลับสู่โลกความจริงได้ คือค้นหากฎเกณฑ์และทำภารกิจให้สำเร็จ
ส่วนในเขตมิติจะมีอะไรอยู่บ้าง และสามารถปฏิเสธไม่เข้าไปได้หรือไม่ เธอไม่ได้พูดถึง
หลังฟังจบ เฉินจี้เพียงพยักหน้า ไม่ได้แสดงความตกใจนัก กลับทำให้ชายร่างกำยำเหลือบมองเขาอีกครั้ง
เขาเดินไปที่หน้าต่าง จ้องมองความมืดมิดด้านนอก ตอนนี้ดวงอาทิตย์ยังไม่ขึ้น นอกอาคารเรียนมีเพียงไฟถนนสลัว ๆ ส่องอยู่ พอมองเห็นเงาคนกลุ่มหนึ่งกำลังวิ่งวนอยู่ด้านล่างราง ๆ
“พวกนั้นต่างหากที่เป็นนักเรียนของที่นี่”
ชายหนุ่มในชุดนอนที่อยู่ข้างเฉินจี้ขยับเข้ามา มองออกไปนอกหน้าต่างเช่นกัน “ตอนนี้น่าจะเป็นเวลาวิ่งออกกำลังกายตอนเช้า”
“ที่นี่ดูเหมือนสถาบันการศึกษาเอกชน” หญิงคนนั้นเดินไปที่แท่นบรรยาย พลางพลิกดูใบปลิวกองหนึ่งในมือ
“ชื่อสถาบันการศึกษาฉินเสวี่ย”
ชายร่างกำยำเดินเข้าไปหยิบใบปลิวมาหนึ่งแผ่น เฉินจี้ก็หยิบมาหนึ่งแผ่น แล้วอ่านไปพร้อมกับชายชุดนอนที่อยู่ข้าง ๆ
【สถาบันการศึกษาฉินเสวี่ย·โรงเรียนมัธยมสำหรับนักเรียนซ้ำชั้น】
【โรงเรียนกวดวิชาเอกชนระบบเต็มเวลาและปิดกั้นทุกทิศทาง เปิดดำเนินการมาหลายปี มีนักเรียนเข้ารับการฝึกอบรมมากกว่า 3,000 คน อัตราการสอบติดมหาวิทยาลัยระดับปริญญาตรีของนักเรียนซ้ำชั้นอยู่ที่ 99%
โรงเรียนมีเขตการเรียน เขตที่พักอาศัย และเขตกีฬา อุปกรณ์การเรียนการสอนครบครัน คณาจารย์มากความสามารถ ได้รับความไว้วางใจจากนักเรียนและผู้ปกครองเป็นอย่างดี
หมายเหตุ: โรงเรียนรับเฉพาะนักเรียนซ้ำชั้นที่เรียนซ้ำมาแล้วตั้งแต่สองปีขึ้นไปแต่ยังสอบเข้ามหาวิทยาลัยไม่ได้ นักเรียนต้องบรรลุนิติภาวะแล้ว】
เมื่ออ่านจบ เฉินจี้ก็พอเข้าใจภาพรวม โรงเรียนกวดวิชาสำหรับนักเรียนซ้ำชั้นแบบนี้มีอยู่ไม่น้อยในโลกภายนอก บางแห่งถึงกับเคยเป็นข่าว
เพียงแต่ไม่รู้ว่าทำไมต้องระบุไว้เป็นพิเศษว่ารับเฉพาะนักเรียนที่บรรลุนิติภาวะแล้ว
ในตอนนั้นเอง คนอีกสองคนที่ยังฟุบอยู่บนโต๊ะเรียนก็ตื่นขึ้นมาแล้ว เป็นชายหนึ่งหญิงหนึ่ง ทั้งคู่เป็นหน้าใหม่
ตอนนี้ในห้องเรียนมีทั้งหมดเจ็ดคน นอกจากชายร่างกำยำกับหญิงคนนั้นแล้ว คนที่เหลือล้วนเพิ่งเข้ามาในเขตมิติเป็นครั้งแรก
“ภารกิจของเราคืออะไร” เฉินจี้ถาม
หญิงสาวผู้เย็นชาส่ายหน้า สีหน้าของเธอดูไม่ดีนัก เพราะกำลังรำคาญชายวัยกลางคนที่เพิ่งตื่นขึ้นมา
ชายคนนั้นสวมสูท ตรงเข็มขัดมีโลโก้ยี่ห้อขนาดใหญ่ หน้าท้องยื่นพลุ้ย หลังจากฟังเรื่องทั้งหมดจบก็โวยวายเสียงดัง ไม่ยอมเชื่อแม้แต่น้อย
คนที่ตื่นขึ้นมาพร้อมชายวัยกลางคนคือหญิงวัยราวสามสิบปีคนหนึ่ง สวมชุดทำงาน แม้เธอจะตื่นกลัวเช่นกัน แต่เห็นได้ชัดว่ายอมรับความจริงแล้ว
เธอกำลังกวาดตามองไปรอบ ๆ จู่ ๆ ก็ชะงักไป ก่อนชี้ไปที่กระดานดำแล้วร้องว่า “มีตัวหนังสืออยู่บนนั้น!”
เฉินจี้หันไปมอง บนกระดานดำที่เดิมว่างเปล่าพลันปรากฏตัวอักษรสีขาวสองบรรทัด ท่ามกลางฝุ่นชอล์กที่ปลิวว่อน
【เป็นนักเรียนก็ต้องทำตัวให้เหมือนนักเรียน】
【จงเอาชีวิตรอดในโรงเรียนมัธยมสำหรับนักเรียนซ้ำชั้น จนถึงเที่ยงวันของวันที่สาม】
ส่วนทางซ้ายของกระดานดำมีข้อความตัวเล็ก ๆ ปรากฏขึ้นเป็นรายการหนึ่ง
นักเรียนเวรประจำวันนี้
ด้านล่างเป็นรายชื่อหมายเลขประจำตัว ซึ่งตรงกับหมายเลขบนชุดนักเรียนของแต่ละคน
ไม่กี่วินาทีต่อมา ข้อความตัวใหญ่สองบรรทัดที่เป็นคำชี้แนะก็เลือนหายไปจากกระดานดำ
“ภารกิจเอาชีวิตรอดหรือ...”
ชายร่างกำยำพึมพำ สีหน้าของเขาไม่ได้ผ่อนคลายลง กลับยิ่งเคร่งขรึมกว่าเดิม
ในตอนนั้นเอง ชายวัยกลางคนที่เพิ่งสงบลงกลับหันมามองเฉินจี้ แล้วร้องลั่นอย่างตกใจ
“เฉินจี้!”
สีหน้าของเขาตื่นตะลึง ราวกับเห็นอะไรที่น่าสะพรึงกลัว “คุณมาอยู่ที่นี่ได้ยังไง?!”
“คุณรู้จักผมหรือ”
เฉินจี้ขมวดคิ้ว แทบทุกคนหันมามองเขาทันทีที่ได้ยินชื่อนั้น
“เขาคือคนป่วยทางจิตที่ออกทีวีนั่น!” ชายวัยกลางคนลุกพรวดขึ้นมา สีหน้าเต็มไปด้วยความระแวดระวัง
“ไอ้คนบ้านี่ฆ่าแม่ตัวเอง พวกคุณไม่รู้กันหรือไง”
สีหน้าของทุกคนเปลี่ยนไป คดีของเฉินจี้เป็นเรื่องใหญ่ ขอแค่เข้าอินเทอร์เน็ตก็แทบไม่มีใครไม่รู้
ชายร่างกำยำเหลือบมองเฉินจี้อย่างไม่ใส่ใจ แล้วแค่นหัวเราะ “เป็นคุณจริง ๆ ด้วย”
“สิ่งที่ผมฆ่าไม่ใช่แม่ผม” เฉินจี้พูดอย่างสงบนิ่ง สั้นกระชับว่า “เป็นผี”
เมื่อได้ยินประโยคนั้น หญิงสาวผู้เย็นชาก็เงยหน้าขึ้นทันที แววตาฉายประกายใคร่รู้
“ผีฆ่าไม่ตายหรอก” ชายร่างกำยำหัวเราะเยาะ
“เฉินจี้ คุณมันป่วยจริง ๆ ด้วย!”
ชายวัยกลางคนตัวสั่น นิ้วชี้ไปทางเฉินจี้อย่างสั่นเทา “พวกคุณไม่ได้ยินหรือไง เขามีปัญหาทางจิต!”
เขากวาดตามองทุกคน เห็นว่าคนอื่นไม่ได้มีปฏิกิริยารุนแรงเหมือนตน จู่ ๆ สีหน้าก็เปลี่ยนไป
“ผมรู้แล้ว พวกคุณเป็นพวกเดียวกันหมด จงใจวางกับดักมาทำร้ายผมใช่ไหม!”
“พวกคุณต้องการอะไร เงินหรือไง ผมให้ได้ทุกอย่าง ใครเป็นคนสั่งให้พวกคุณมา”
ในโลกความจริง ชายวัยกลางคนคนนี้ร่ำรวยขึ้นมาอย่างรวดเร็วด้วยอาศัยกระแสความเปลี่ยนแปลงของยุคสมัย และใช้วิธีการไม่ชอบธรรมบางอย่าง
ด้วยเหตุนี้ เขาจึงมีอาการหวาดระแวงคิดว่าคนอื่นจะทำร้ายตนอยู่เสมอ คิดว่าต้องมีคนจ้องเล่นงานเขาเพราะเงิน
เฉินจี้ยังไม่ทันเอ่ยปาก ชายชุดนอนก็สาวเท้าไปหาชายวัยกลางคน แล้วตบหน้าเขาฉาดหนึ่งจนเซถอยหลัง
“ก่อนหน้านี้เขาจะเป็นยังไงก็ไม่เกี่ยวกับที่นี่ และไม่เกี่ยวกับพวกเราด้วย”
พูดจบ เขาก็ชี้ไปที่นาฬิกา ซึ่งใกล้หกโมงแล้ว “ภารกิจกำลังจะเริ่ม เป้าหมายเดียวของเราคือช่วยกันหากฎและเอาชีวิตรอด อย่าพูดอะไรที่ทำลายความสามัคคี”
ชายร่างกำยำหัวเราะเบา ๆ สองครั้ง เป็นการแสดงว่าเห็นด้วยกับคำพูดของชายชุดนอน
ที่นี่ เป้าหมายเดียวคือเอาชีวิตรอด อย่างน้อยสำหรับเขาแล้ว เมื่อเทียบกับเฉินจี้ ชายวัยกลางคนที่เอาแต่โวยวายกลับดูมีสภาพจิตใจไม่มั่นคงกว่า และยิ่งมีโอกาสก่อเรื่องวุ่นวาย
ในห้องกลับมาสงบอีกครั้ง ทุกคนเงียบ ๆ เปลี่ยนไปสวมชุดนักเรียน แม้แต่ชายวัยกลางคนก็ไม่กล้าแต่งตัวให้ต่างจากคนอื่น
เวลานั้นเอง เด็กสาวผมหางม้าที่นั่งอยู่ข้างหญิงสาวผู้เย็นชามาตลอดก็พูดขึ้นเบา ๆ ว่า “พวกนักเรียนใกล้จะวิ่งออกกำลังกายเสร็จแล้ว พวกเรา...ควรทำความสะอาดห้องกันหรือเปล่า”
เธอชี้ไปที่กระดานดำ ตรงหมายเลขประจำตัวของทุกคนมีคำว่า ‘นักเรียนเวร’ เขียนอยู่
“ฟางเจียพูดถูก”
หญิงสาวผู้เย็นชาพยักหน้า “คำชี้แนะของภารกิจก็ดูเหมือนจะกำลังบอกให้พวกเราสวมบทบาทเป็นนักเรียนให้มากที่สุด”
เสียงวิ่งออกกำลังกายด้านนอกค่อย ๆ เงียบลง เธอเหลือบมองนาฬิกาอีกครั้ง
“พวกเรา...มีเวลาแค่ห้านาที”
