พื้นที่ที่เย่ฟางเฟยอาศัยอยู่คือทางตอนเหนือของมณฑลซู พืชผลหลักที่ปลูกกันคือข้าวสาลีกับข้าวโพด
ตอนนี้เป็นเดือนมิถุนายน ปี 1981 ที่นี่ยังไม่ได้แบ่งที่ดินให้แต่ละครัวเรือนทำกิน ยังคงใช้ระบบแต้มแรงงานอยู่
เย่ฟางเฟยเติบโตมาในเมือง จึงไม่รู้ว่าปีไหนถึงจะเริ่มแบ่งที่ดินให้แต่ละครัวเรือน น่าจะอีกไม่นานแล้ว
เธอหยิบห่อผ้าใบหนึ่งออกมาจากตู้เสื้อผ้า ใส่เสื้อผ้าสำหรับเปลี่ยนไว้สองชุด ตั้งใจจะกลับไปพักที่บ้านพ่อแม่สักสองวัน และถามเรื่องที่พี่ชายคนที่สี่ทำธุรกิจ
คราวก่อนที่เจ้าของร่างเดิมกลับบ้านไปเยี่ยมญาติ ได้ยินแม่เล่าว่าพี่ชายคนที่สี่เข้าเมืองไปขายไอศกรีมแท่งทุกวัน เจ้าของร่างเดิมได้ฟังก็ไม่พอใจ คิดว่าพี่ชายถึงกับไปทำการค้ากำไรเกินควร ทำให้ครอบครัวขายหน้า แถมยังบ่นกับแม่ไปสองสามคำ
แต่เย่ฟางเฟยกลับคิดว่าพี่ชายคนนี้ไม่ธรรมดา เพิ่งเปิดประเทศได้ไม่ถึงสองปี ความคิดของคนส่วนใหญ่ยังคงล้าหลัง
เขากล้าลดทิฐิลงไปหาเงิน ในยุคนี้นับว่าต้องมีความกล้าอยู่ไม่น้อย
เหมือนในหนังสือเรื่อง «ภรรยาสาวแสนหวาน» จะพูดถึงพี่ชายคนที่สี่ของเธอด้วย แม้ธุรกิจจะไม่ใหญ่โตเท่าพระเอกนางเอก แต่เขาก็เป็นคนที่มีความกล้าหาญมาก
ในยุค 80 เขาพาพี่น้องไม่กี่คนไปตั้งหลักในเมือง
กลางยุค 90 เขายังเข้าซื้อโรงงานของรัฐที่ปิดกิจการไปแล้วมาบริหาร จัดการได้เป็นระเบียบเรียบร้อย ทั้งยังเป็นผู้เสียภาษีรายใหญ่ของเมืองอีกด้วย
เย่ฟางเฟยจัดข้าวของเสร็จก็เริ่มหวีผม เจ้าของร่างเดิมมีผมดำขลับเป็นเงางาม ลื่นสลวยราวกับแพรไหม เพียงแต่ยาวเกินไปจนถึงใต้ก้น
เธอถักเปียแล้วคิดว่า ไว้วันหลังค่อยไปตัดให้สั้นลง ผมยาวขนาดนี้ไม่ว่าจะสระหรือจัดทรงก็ยุ่งยากไปหมด
เมื่อมองคนในกระจก เย่ฟางเฟยก็หยิกแก้มตัวเองเบา ๆ
หญิงสาววัยยี่สิบต้น ๆ อยู่ในวัยผลิบานพอดี แม้จะเกิดในชนบท แต่แทบไม่ต้องลงไร่ทำนา ใบหน้าจึงเนียนละเอียดขาวผ่อง ผิวกายยิ่งขาวจนเปล่งประกาย ประกอบกับหน้าตาดีมาตั้งแต่เกิด เรียกได้ว่าเป็นสาวงามคนหนึ่ง
