อวี๋ชุนเสียอายุราวสี่สิบกว่า แถมรูปร่างกำยำล่ำสัน พอตั้งสติได้ก็ร้องลั่น ก่อนจะเข้าไปตบตีกับซุนซิ่วจวี๋
พี่สะใภ้ใหญ่เย่หยิกเสิ่นชุยเจวียนเบา ๆ พลางกระซิบว่า “ยืนเอ๋อทำไม รีบไปช่วยแม่สิ”
เสิ่นชุยเจวียนได้สติ ดวงตาแดงก่ำ วิ่งเข้าไปกระชากผมอวี๋ชุนเสียจากด้านหลังแล้วลากลงกับพื้น
แม้เสิ่นชุยเจวียนจะเป็นสาวน้อยวัย 19 ปี แต่ตั้งแต่เด็กก็ทำงานในไร่นามาโดยตลอด จึงมีแรงไม่น้อย แม่ลูกคู่นี้รุมอวี๋ชุนเสีย ไม่นานก็จับอีกฝ่ายกดลงกับพื้นได้
ซุนซิ่วจวี๋นั่งคร่อมท้องอวี๋ชุนเสีย แล้วตบหน้าอีกฝ่ายฉาด ๆ ไม่หยุด
แม้แต่โจวหงอวี้ที่ปกติปากกล้า ยังตะลึงกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกะทันหัน
ในวงยังมีป้าสะใภ้ใหญ่ของโจวหงฉีอยู่ด้วย พอเห็นคนตีกันนัวเนียก็ลุกขึ้นจะเข้าไปห้าม
โจวหงอวี้คว้าตัวเธอไว้ พลางร้องเสียงหลงว่า “เอ๊ะ ทำไมคุยกันอยู่ดี ๆ ถึงตีกันได้ล่ะ ปล่อยมือกันเถอะ นี่ก็คนกันเองทั้งนั้น จะตีกันไม่ได้...”
ปากเธอพูดห้าม แต่กลับยืนนิ่งไม่ขยับ
ป้าสะใภ้ใหญ่ของโจวหงฉีกับน้องสะใภ้คนนี้ก็แค่รักษาหน้ากันเท่านั้น พอถูกดึงไว้จนขยับไม่ได้ เธอก็ไม่ดิ้นรนอีก
เธอเหลือบมองโจวหงอวี้ด้วยรอยยิ้มคล้ายไม่ยิ้ม แล้วเอ่ยห้ามอย่างเสแสร้งว่า “พวกเธอสองบ้านเป็นดองกันแล้ว จะทำอะไรกันแบบนี้ต่อหน้าเด็ก ๆ ทำไม มีอะไรก็คุยกันดี ๆ รีบหยุดตีกันเถอะ”
ซุนซิ่วจวี๋กับเสิ่นชุยเจวียนกำลังได้ที จะฟังคำห้ามได้อย่างไร ฝ่ามือกับหมัดกระหน่ำลงบนใบหน้าและร่างกายของอวี๋ชุนเสีย จนหญิงที่เมื่อครู่ยังเอาแต่ตำหนิลูกสะใภ้กรีดร้องไม่หยุด
เย่ฟางเฟยกับพี่ชายทั้งสามเพิ่งมาถึงปากหมู่บ้าน เย่ซื่อหู่ก็ลงจากจักรยาน
เขาบอกว่า “น้องเล็ก เสี่ยวโจวโข่วเป็นบ้านตาของพวกเรา คนในหมู่บ้านก็เป็นลุง เป็นพี่น้องลูกพี่ลูกน้องกันทั้งนั้น เรื่องนี้บ้านเราคงเข้าไปยุ่งออกหน้าไม่ได้ พวกเราสามคนไปนั่งที่บ้านตาก่อน ถ้าพวกเขาตีกันจริง ๆ ค่อยเข้าไปช่วยฝ่ายเรา”
