ซ่งเส้ากวงรอจนเขาเดินมาถึง แล้วจู่ ๆ ก็ชกไหล่เขาเบา ๆ “กลับมาแล้วก็ไม่บอกเพื่อนสักคำ ดูท่ามิตรภาพของเราคงจืดจางลงแล้วจริง ๆ”
“ตกลงเป็นนายที่จืดจางไป หรือฉันกันแน่?”
เสิ่นจ้านซวินเปิดประตูรถด้านหลัง โยนสัมภาระขึ้นไป แล้วชกตอบกลับอย่างไม่เกรงใจ พลางเลิกคิ้วนิด ๆ “ถ้าฉันไม่อยากติดต่อกับนาย นายจะรู้ความเคลื่อนไหวของฉันได้เหรอ?”
“เลิกพูดแบบนี้เลย นายก็แค่ไม่คิดจะติดต่อฉัน ถ้าฉันไม่ได้โทรไปถามสารทุกข์สุกดิบผู้การอาวุโส ก็คงไม่รู้ว่านายจะกลับมาเยี่ยมบ้าน ส่วนวันออกเดินทางแน่ชัด ฉันยังต้องไปถามต้วนอวินมาเลย”
ซ่งเส้ากวงโยนกุญแจรถให้เขา “นายขับเอง ฉันไม่เป็นคนขับรถให้นายหรอก”
เสิ่นจ้านซวินรับกุญแจด้วยมือข้างเดียว โยนเล่นบนฝ่ามือหนึ่งที “โอ้โห ตอนนี้มีรถประจำตำแหน่งแล้วเหรอ? ฉันควรเรียกนายว่าท่านผู้นำหรือเปล่า?”
“ไสหัวไปเลย! อย่ามาล้อฉันนะ เทียบกับนายแล้ว ฉันจะนับเป็นผู้นำอะไรได้” ซ่งเส้ากวงหัวเราะด่า ก่อนเปิดประตูที่นั่งข้างคนขับเข้าไปนั่ง
เมื่อก่อนเขากับเสิ่นจ้านซวินประจำอยู่กองทัพภาคตะวันตกเฉียงเหนือ ทั้งคู่มีความสามารถพอ ๆ กัน และยังออกปฏิบัติภารกิจด้วยกันอยู่บ่อยครั้ง
แม้เสิ่นจ้านซวินจะอายุน้อยกว่าเขา 5 ปี แต่ความสามารถทุกด้านก็ไม่ได้ด้อยกว่าเลย
ทั้งคู่เป็นคู่ปรับที่สูสีกัน จากตอนแรกที่คอยชิงดีชิงเด่นกัน สุดท้ายก็กลายเป็นสหายร่วมรบที่สนิทแน่นแฟ้นที่สุด
แน่นอนว่า คนที่ชิงดีชิงเด่นมาตลอดคือซ่งเส้ากวง เขาคิดว่าทั้งชาติตระกูลและความสามารถของตัวเองเหนือกว่าเสิ่นจ้านซวิน แล้วจะยอมให้เด็กหนุ่มจากชนบทคนหนึ่งข่มหน้าได้อย่างไร
เขาไม่ยอม จึงคอยหาเรื่องเสิ่นจ้านซวินอยู่บ่อย ๆ ทั้งลอบเล่นงานและคอยขัดขา
แต่สิบครั้งก็มีถึงแปดครั้งที่โดนอีกฝ่ายเล่นงานกลับ
แม้เสิ่นจ้านซวินจะอายุน้อยกว่าเขาหลายปี แต่ก็เจ้าเล่ห์และมีฝีมือ ซ่งเส้ากวงแทบไม่เคยเอาเปรียบเขาได้เลย
