ชาวบ้านที่ยังไม่ทันสลายตัวจากหน้าประตูเรือน พอได้ยินถ้อยคำนั้น ต่างก็พยักหน้าเห็นพ้องกัน
“ใช่แล้ว ลุงใหญ่ของเขาพูดถูก เด็กคนนั้นอายุยังน้อย ไปเปิดหูเปิดตาบ้างก็ดีแล้ว”
“นั่นสิ การอ่านหนังสือเข้าสอบเป็นเรื่องใหญ่ จะสำเร็จได้ในชั่วข้ามคืนเสียที่ไหน”
อาสะใภ้สามฟังถ้อยคำเหล่านั้นแล้วเบ้ปาก ก่อนจะดึงแม่สามีที่เพิ่งออกมาจากห้อง เดินเร็วรี่เข้าไปในห้องข้าง
นางล้วงเศษเงินสองก้อนออกจากอกเสื้อ แล้วค่อย ๆ ยัดใส่มือแม่สามีอย่างระมัดระวัง
“ท่านแม่ นี่เป็นเงินที่พี่สะใภ้รองฝากมาให้ท่านทั้งสอง”
ท่านย่าเหลือบมองออกไปข้างนอก เห็นว่าไม่มีใครมองอยู่ จึงค่อยเก็บเงินซ่อนไว้อย่างมิดชิด
ทว่าลุงใหญ่ผู้ตาไวกลับเหลือบเห็นเหตุการณ์นี้เข้าพอดี
เขารับมือท่านหลูไปพลาง ครุ่นคิดหาทางขอเงินจากที่บ้านเพิ่มอีกสักหน่อยไปพลาง
ลุงใหญ่กลอกตาไปมา แล้วความคิดหนึ่งก็ผุดขึ้นในหัวทันที
ครั้นอาสะใภ้สามกับแม่สามีเดินออกมา เขาก็แสร้งทำเป็นเดินเข้าไปหาท่านย่าอย่างไม่ตั้งใจ
“ท่านแม่ มีเรื่องหนึ่ง ข้าอยากปรึกษาท่านสักหน่อย”
“ท่านก็รู้ การสอบจอหงวนจะอาศัยแต่การอ่านหนังสืออย่างเดียวไม่ได้”
“การคบหาผู้คน การสร้างเส้นสาย ล้วนเป็นศาสตร์อย่างหนึ่ง”
ท่านย่ามองเขาอย่างระแวดระวัง
“เจ้าอยากทำอะไรอีก”
ลุงใหญ่ทำสีหน้าราวกับทุกสิ่งล้วนทำไปเพื่อหลานชาย แล้วเอ่ยอย่างปวดใจว่า “ท่านแม่คิดไปถึงไหนแล้ว!”
“ข้าคิดว่า ข้ารู้จักสหายร่วมสำนักหลายคนที่มีชื่อเสียงอย่างยิ่งในอำเภอ คราวการสอบอำเภอครั้งนี้ พวกเขาก็ลงสนามสอบด้วย”
“ข้าคิดจะแนะนำให้หลูเกอรู้จักเสียหน่อย มีสหายเพิ่มอีกคน ก็มีหนทางเพิ่มอีกสาย”
“เพียงแต่...การคบหาผู้คนจะไปมือเปล่าไม่ได้ ช่วงนี้เงินในมือข้าก็...”
ท่านย่ายังไม่ทันเอ่ยปาก ท่านหลูที่อยู่ข้าง ๆ ก็ไอแห้ง ๆ สองสามครั้ง พลางเหลือบมองลุงใหญ่
