ยามสาม ริมฝั่งคลองใหญ่
แสงจันทร์ถูกกลุ่มเมฆหมอกบังจนมืดมิด
อาหูนำลูกน้องสนิทเกือบร้อยคน แบกจอบ ขวาน และกล่องหนักที่ห่อด้วยผ้าดำหลายชิ้น ก้าวเดินออกมาจากความมืดยามราตรี
กลุ่มคนเดินอากรอย่างกองทัพมุ่งหน้าสู่สถานที่ก่อสร้างที่หูอีเตาเด็ดขาดสั่งห้ามไม่ให้ดำเนินการ
ชายกำปั้นสองนายที่เฝ้าอยู่ปากทางเข้างานเป็นลูกน้องเก่าของหูอีเตา แต่ไกลก็เห็นขบวนของอาหูแล้ว ชายหนุ่มนายหนึ่งรีบวิ่งเข้ามารับ
“พี่หู รองประมุขท่านสั่งห้ามเด็ดขาด ห้ามใครเข้าใกล้ที่แห่งนี้เด็ดขาด!”
อาหูหยุดฝีเท้า ถุยน้ำลายลงพื้น
“ตาบอดหรือเป็นไง!”
เห็นท่าทีของอาหูเช่นนั้น ชายหนุ่มหมายหน้าพลองขวางกั้นเอาไว้ ไม่ให้อาหูและพวกก้าวต่อไป
“พี่หู อย่ายากยั่งยืนกับกระข้าเลย ปราศจากบัญชาของรองประมุข พวกกระข้าก็หน้าที่ไม่ถึง!”
อาหูได้ยินดังนั้น พึมพำในลำคอเสียงหนึ่ง ผลักพลองตรงหน้าออกไปด้วยมือเดียว แล้วด่าทอออกมา “ลืมตาดี ๆ ดูให้ชัดเถิด คนนี้เป็นใคร!”
เสียงว่าว่าจบ ฝูงชนที่ตามหลังอาหูมาก็แยกออกสองข้าง
เจ้าเทียนหนานหาวหาวยาว ก้าวเท้าลอยละลิ่วออกมาจากกลางฝูงชน
เจ้าเทียนหนานเบ้ตามองเหลียวดูชายกำปั้นสองนายแล้ว กล่าวออกมาอย่างแสร้งว่าน้ำเสียงเสียดสี
“เป็นอย่างไรกันหนอ ไม่พบกันเพียงไม่กี่วัน ก๊กเรือขนส่งกลับเปลี่ยนแซ่เป็นหูเสียแล้วรึ?”
“ถึงกับคำสั่งของเราผู้เป็นเจ้าเรือใหญ่ก็ไม่มีค่าแล้วงั้นรึ?”
ชายกำปั้นสองนายเห็นเจ้าเทียนหนานก็ยืนตัวแข็งค้างกลางที่
คิดตรงไหนก็คิดไม่ออก เจ้าเรือใหญ่ที่ว่ากันว่าบำเพ็ญเพียงบนท้องสตรีเท่านั้น จะออกมายังที่ก่อสร้างแห่งนี้กลางดึกดื่นได้อย่างไร
