“เมามายจุดโคมไฟชำเลืองมองดาบ...”
เพียงหกตัวอักษร กลับประหนึ่งกระบี่ชักออกจากฝัก พลังคมกริบเย็นเยียบเสียดกระดูกทะลุผ่านหน้ากระดาษ พุ่งปะทะใบหน้า
ท่านเฉินรู้สึกเพียงภาพเบื้องหน้าพร่าเลือน ฉากตรงหน้าพลันแปรเปลี่ยน
จากจื่อกงถังที่สว่างไสวด้วยแสงโคม ถูกดึงเข้าสู่กระโจมอันเปลี่ยวเหงาหลังหนึ่ง
เบื้องหน้าใต้แสงตะเกียงน้ำมันที่ไหววูบ นายทหารผู้หนึ่งมีเส้นผมข้างขมับเริ่มขาวโพลน ดวงตาพร่ามัวด้วยฤทธิ์สุรา พลางเช็ดกระบี่คู่ใจของตนซ้ำแล้วซ้ำเล่า
บนคมกระบี่สะท้อนใบหน้าอ่อนล้าของนายทหาร ทว่าภายในดวงตากลับเต็มไปด้วยภาพทหารม้าและอาวุธเหล็ก กลืนกินหมื่นลี้ดุจพยัคฆ์
เมื่อเห็นภาพนี้ ท่านเฉินก็กลั้นหายใจโดยไม่รู้ตัว
อักษรทีละบรรทัดปรากฏขึ้นในสายตาของเขา
“ฝันย้อนหวนคืน เสียงแตรก้องกังวานทั่วค่ายทหาร”
วู้!
นอกกระโจม เสียงแตรอันโศกศัลย์และห่างไกลพลันดังขึ้น
ชั่วขณะถัดมา ฉากเบื้องหน้าก็แปรเปลี่ยนอีกครั้ง
ค่ายทหารทอดยาวสุดลูกหูลูกตา ธงรบเรียงรายประหนึ่งป่า โบกสะบัดส่งเสียงกราวอยู่ท่ามกลางลมเหนือ
ครานี้ ท่านเฉินมิใช่ผู้ชมอีกต่อไป
เขากลายเป็นหนึ่งในค่ายทหารแห่งนี้ เป็นทหารผ่านศึกที่เนื้อตัวเปื้อนฝุ่นคลุ้งจากสมรภูมิ กำลังพิงกำแพงเมืองที่ผุกร่อน รอคอยคำสั่งเช่นเดียวกับทหารชราคนอื่น ๆ
“แบ่งเนื้อย่างให้ทหารใต้บังคับบัญชาแปดร้อยลี้ สายพิณห้าสิบสายบรรเลงเพลงนอกด่าน”
ชั่วขณะถัดมา ฉากก็เปลี่ยนไปอีกครั้ง
กองไฟลุกโชนสูงเสียดฟ้า ขับไล่ความหนาวเหน็บอันแสนสาหัสของด่านชายแดน
