ลุงใหญ่ชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนตัดสินใจเปลี่ยนเรื่อง โดยเริ่มจากเอ่ยถึงหลูหลิน
“ว่าไปแล้ว หลูเกอเด็กคนนี้กว่าจะมีวันนี้ได้ ช่างไม่ง่ายเลยจริง ๆ”
“เมื่อนึกถึงตอนนั้น ข้าอ่านตำราเตรียมสอบอยู่ที่บ้าน ส่วนเขาก็อยู่ข้างกายข้าทุกวัน ได้ซึมซับสิ่งที่ได้เห็นได้ยิน ข้ามักชี้แนะวิถีแห่งการศึกษาให้เขาอยู่บ้าง ไม่คิดเลยว่าเด็กคนนี้จะเอาการเอางาน ชี้แนะเพียงนิดเดียวก็เข้าใจ”
ฮูหยินหลิวยกถ้วยชาขึ้น เป่าฟองชาเบา ๆ โดยไม่แม้แต่จะเงยเปลือกตาขึ้น
“ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้ เช่นนั้นก็ต้องขอบคุณลุงใหญ่ที่เหน็ดเหนื่อยแล้ว”
“ไม่ทราบว่าวันนี้ลุงใหญ่มาที่นี่ด้วยธุระอันใด”
ฮูหยินหลิววางถ้วยชาลง เกิดเสียงกระทบแผ่วเบาแต่แจ่มชัด ดูท่าความอดทนของนางจะหมดลงแล้ว ไม่คิดจะเสียเวลาพูดจาไร้สาระกับเขาอีก
ลุงใหญ่รอให้ถามเช่นนี้อยู่แล้ว จึงแสร้งทำสีหน้าคิดถึงหลูหลิน ส่ายหน้าถอนใจกล่าวว่า
“เฮ้อ ที่จริงก็แค่มาเยี่ยมหลูเกอ”
“ถึงเด็กคนนี้จะมีอนาคต แต่การศึกษาก็เหมือนพายทวนน้ำ ไม่ก้าวหน้าก็ถอยหลัง ข้าคิดว่าอย่างไรเสียก็ต้องอยู่ในเมืองอำเภออีกหลายวัน เช่นนั้นก็พักอยู่ที่คุ้มหลิวเสียเลย จะได้สั่งสอนเขาไปด้วย”
สายตาของฮูหยินหลิวเหลือบไปยังม่านลูกปัดหนาหนักที่อยู่ไม่ไกล คล้ายไม่ได้ตั้งใจ
หลังม่านคือระเบียงทางเดินไปยังโถงด้านใน
เวลานี้ ครอบครัวหลูหลินทั้งสามคนอยู่ตรงนั้น
นางพอจะจินตนาการได้ว่าคนทั้งสามกำลังรู้สึกเช่นไร
ยังคิดจะพักอยู่ในคุ้มหลิวอีกหลายวันหรือ ช่างหน้าหนาเสียจริง
ลุงใหญ่เห็นสีหน้าฮูหยินหลิวไม่เปลี่ยน จึงคิดว่าอีกฝ่ายคล้อยตามแล้ว และเอ่ยต่ออย่างลื่นไหล
“ขอเรียนตามตรงกับฮูหยิน อาจารย์ของสหายร่วมชั้นคนหนึ่งของข้าเป็นมหาปราชญ์มีชื่อเสียงในเมืองประจำมณฑล เมื่อหลายวันก่อนท่านได้อ่านบทความของข้า ก็กล่าวชมอย่างยิ่ง บอกว่าการสอบอำเภอคราวนี้ ข้ามั่นใจได้ถึงสิบส่วน”
