อู๋จิ่งยวนมองกลุ่มคนที่มุ่งหน้ามาอย่างเนืองแน่น รู้สึกหนังศีรษะชาวาบ ดวงตาพร่ามัวไปหมด
แย่แล้ว เรื่องบานปลายไปเสียสนิท
หากเรื่องที่บัณฑิตแห่งอำเภอชิงเหอรวมกลุ่มกันบุกที่ว่าการเมืองถูกยืนยันว่าเป็นความจริง หมวกขุนนางบนศีรษะของเขาคงรักษาไว้ไม่อยู่แน่
ผู้บังคับบัญชาคงคิดเพียงว่าเขาปลอบประโลมบัณฑิตใต้ปกครองของตนไม่ได้แม้แต่คนเดียว กระทั่งการสอบอำเภอเล็ก ๆ ยังจัดการได้เละเทะ ช่างเป็นขุนนางไร้ความสามารถโดยแท้
อู๋จิ่งยวนร้อนใจดั่งมดบนกระทะร้อน ครั้นหันไปเห็นหลูหลินข้างกายมีสีหน้าสงบนิ่ง พลันนึกบางอย่างขึ้นมาได้
เขาราวกับคว้าฟางเส้นสุดท้ายช่วยชีวิตไว้ได้ รีบก้าวเร็วไปหาหลูหลิน
“ศิษย์น้อยหลู นี่...นี่ควรทำอย่างไรดี?”
“ท่านว่า...พอจะเชิญอาจารย์เสิ่นออกหน้าระงับเรื่องนี้ได้หรือไม่?”
ความคิดของท่านเจ้าเมืองเรียบง่ายนัก เสิ่นชุนฟางเป็นเก๋อเหลาในอดีต แม้จะพ่ายแพ้ในการต่อสู้กับอัครเสนาบดีเยี่ยนจวี่แห่งราชสำนักปัจจุบัน จนต้องเกษียณราชการ แต่ในใจของบัณฑิตทั่วแผ่นดิน ท่านยังคงมีชื่อเสียงสูงส่ง
หากท่านยินยอมออกหน้า ย่อมระงับคลื่นลมครั้งนี้ได้แน่นอน
หลูหลินได้ยินดังนั้น กลับส่ายหน้าเบา ๆ
“ท่านเจ้าเมือง เรื่องนี้ไม่จำเป็นต้องรบกวนอาจารย์ของข้า”
หลูหลินรู้ดีว่าเว่ย์ฉางชิง ผู้ตรวจการศึกษาคนใหม่ เป็นศิษย์เอกที่เยี่ยนจวี่โปรดปราน
การให้อาจารย์เสิ่นออกหน้า ไม่ต่างจากบีบให้ท่านต้องรับความอัปยศจากฝ่ายเยี่ยนจวี่อีกครั้ง
ยิ่งไปกว่านั้น เรื่องเล็กน้อยเพียงเท่านี้ ยังไม่ถึงขั้นทำให้เขาถอยหนี
“อาจารย์ของข้าละวางกิจการราชสำนักมานานแล้ว หากต้องรับความอัปยศจากฝ่ายเยี่ยนจวี่อีกเพราะเรื่องนี้ ย่อมไม่ใช่สิ่งที่ศิษย์ปรารถนา”
อู๋จิ่งยวนได้ยินแล้วก็ยิ่งร้อนใจ ทว่ากลับเห็นหลูหลินยิ้มบาง ๆ
“ท่านไม่ต้องกังวล”
