จนถึงตอนนี้ หยางเหวินหยานก็ยังยุ่งวุ่นวายกับเรื่องของซุนหมิงหยงอยู่
ซุนหมิงหยงเป็นตัวร้ายของโรงงานผลิตอาหารจริง ๆ แค่มีคนอย่างเขาโผล่มาคนเดียว ก็ทำให้คนทั้งโรงงานต้องพลอยเขียนรายงานสำนึกผิดและทบทวนตัวเองกันอยู่หลายวัน
ผู้จัดการโรงงานอย่างหยางเหวินหยานโดนผลกระทบหนักที่สุด ช่วงสองสามวันนี้เขาต้องวิ่งไปที่สำนักอุตสาหกรรมเพื่อเข้าร่วมประชุมและให้ความร่วมมือในการตรวจสอบอยู่หลายครั้ง
ในที่สุดเรื่องนี้ก็ผ่านพ้นไปในช่วงสองสามวันนี้ เขาจึงกลับมาทำงานที่โรงงานได้อย่างสบายใจ แล้วเรียกเว่ยเจิ้งเหยียกลับมาทำงานต่อ
เว่ยเจิ้งเหยียเป็นผู้อำนวยการของโรงงาน พูดง่าย ๆ ก็คือเป็นผู้ช่วยของผู้จัดการโรงงาน คอยช่วยหยางเหวินหยานบริหารโรงงานผลิตอาหาร
ถ้าไม่มีเขาช่วย ก็คงดูแลไม่ไหวจริง ๆ
ตอนฉินหยวนเจิ้งมาถึง เว่ยเจิ้งเหยียกับหยางเหวินหยานกำลังเรียกหัวหน้าของโรงงานแต่ละแผนกมาประชุมกันอยู่พอดี
ใจความสำคัญคือหยางเหวินหยานต้องถ่ายทอดคำสั่งจากเบื้องบน ให้ทุกคนใส่ใจกับการทำงานให้มากขึ้น ควบคุมดูแลคนในแผนกของตัวเองให้ดี และหากจะแนะนำใครเข้ามาทำงาน ก็ต้องตรวจสอบประวัติของอีกฝ่ายให้ชัดเจนเสียก่อน ไม่อย่างนั้นจะไม่เซ็นอนุมัติให้
ระหว่างประชุม หลิวเว่ยหงก็พูดขึ้นว่า “ผู้จัดการโรงงานคะ ที่ซุนหมิงหยงหลอกผู้อำนวยการเว่ยได้ ก็เพราะบ้านเกิดเขาอยู่ไกล พวกเราถึงตรวจสอบประวัติเขาได้ยากไม่ใช่หรือคะ? นี่เป็นบทเรียนให้เห็นอยู่แล้ว ทำไมโรงงานเราถึงรับคนจากทางใต้มาทำงานอีกคน ตอนเซ็นอนุมัติ ผู้จัดการโรงงานได้ถามประวัติของเขาหรือยังคะ? อย่าให้เป็นนักต้มตุ๋นอีกคนก็แล้วกันค่ะ”
เมื่อวานตอนเลิกงาน หลิวเว่ยหงถูกเฉียวหลานซูเหน็บแนมใส่ยกใหญ่ เธอจึงยังแค้นฝังใจอยู่
เฉียวหลานซูคิดหรือว่า พอย้ายไปอยู่โรงหมักผักดองแล้ว หลิวเว่ยหงจะจัดการเธอไม่ได้อีก?
