เฉียวหลานซูรู้ว่าเหวินเฉิงมีสนามบิน เมื่อถึงยุคปฏิรูปและเปิดประเทศ ประเทศเปลี่ยนจากเศรษฐกิจแบบแผนไปสู่เศรษฐกิจตลาด เมืองต่าง ๆ ก็พัฒนาอย่างรวดเร็ว
ตอนนั้น เหวินเฉิงซึ่งอยู่ติดกับหลงเฉิงจะถูกรวมเข้ากับมณฑลนี้ สนามบินเหวินเฉิงก็จะกลายเป็นสนามบินแห่งแรกของมณฑล
ตอนนั้น ทุกคนที่จะกลับหลงเฉิงต้องขึ้นเครื่องบินจากเหวินเฉิง แล้วค่อยต่อรถกัน
แต่ตอนนี้ยังไม่ถึงยุคปฏิรูปและเปิดประเทศเลย จะมีสนามบินได้อย่างไร...
เฉียวหลานซูครุ่นคิดครู่หนึ่ง ก่อนพูดเสียงเบาว่า “ป้าสือหมายถึงสนามบินเฮลิคอปเตอร์ใช่ไหม เอาไว้ขนถ่านหินกับน้ำมันหรือ”
คงเป็นเพราะต้องการความสะดวกในการขนส่งทรัพยากรสำคัญ ประเทศถึงได้คิดจะสร้างสนามบินเฮลิคอปเตอร์
ดวงตาป้าสือเป็นประกาย เธอมองเฉียวหลานซูแล้วถามว่า “ถ้าอย่างนั้น เรื่องที่จะสร้างสนามบินที่นั่นก็เป็นความจริงแล้วสินะ”
แม้ป้าสือจะเชื่อใจสามีและลูกชาย แต่ก็อดเป็นห่วงไม่ได้ว่าลูกชายจะถูกคนหลอก
อย่างไรนั่นก็เงินห้าร้อยหยวน เป็นเงินเก็บที่เธอสะสมมาตลอดสิบกว่าปี
อย่ามองว่าฉินหยวนเจิ้งให้เงินเดือนเธอค่อนข้างสูง นั่นก็เพราะฉินหยวนเจิ้งใจกว้าง
ก่อนหน้านี้เงินเดือนของเธอไม่สูงเลย เดือนหนึ่งได้แค่สามสิบกว่าหยวน ทั้งยังต้องประหยัดอดออม เลี้ยงดูเด็ก ๆ จึงแทบเก็บเงินไม่อยู่
เฉียวหลานซูพูดกับป้าสือว่า “ฉันก็ไม่กล้ายืนยันเหมือนกัน ไม่อย่างนั้นฉันไปถามพี่เจิ้งก่อนนะ ป้ารอสักครู่”
ป้าสือมองเฉียวหลานซูอย่างซาบซึ้ง “ขอบคุณนะน้องเฉียว”
แม้ป้าสือจะมาทำงานเป็นคนรับใช้ดูแลเด็กที่นี่เกือบหนึ่งปีแล้ว แต่เธอก็ไม่ค่อยได้พูดคุยกับฉินหยวนเจิ้ง
อย่างไรฉินหยวนเจิ้งก็อยู่ในตำแหน่งสูง แค่ท่าทางของเขาก็น่าเกรงขามอยู่แล้ว
ยิ่งไปกว่านั้น ปกติเขางานยุ่งมาก กลับถึงบ้านนอกจากกินข้าวกับอาบน้ำแล้ว ก็เอาแต่คลอเคลียกับเฉียวหลานซูอยู่ในห้อง
ตอนเช้ากับตอนเย็นเขายังต้องฝึกซ้อมอีก
ทุกครั้งที่ป้าสือเห็นเขาชกกระสอบทรายในลานบ้าน เธอก็อกสั่นขวัญแขวน
คราวนี้มีเรื่องจะถาม ป้าสือก็ไม่กล้าไปถามฉินหยวนเจิ้ง กลัวว่าเขาจะไม่พอใจ
เธอจึงแอบมาถามเฉียวหลานซู อย่างไรเสียฉินหยวนเจิ้งก็ยอมทำหน้าดีให้เฉียวหลานซูคนเดียวเท่านั้น
