เดิมทีหยางเหวินหยานก็ตั้งใจจะดูแลเฉียวหลานซูให้มากอยู่แล้ว
ยิ่งไปกว่านั้น เรื่องนี้ยังเกี่ยวข้องกับฉินหยวนเจิ้งและตัวเขาเองด้วย
ในฐานะผู้จัดการโรงงาน นี่เป็นครั้งแรกที่เขาถูกคนใส่ร้ายแบบนี้ แถมยังเกี่ยวข้องกับน้องสะใภ้ของตัวเองอีก
ใครจะทนได้กัน!
ตอนนี้เลขาว่าการเหวินก็พูดเช่นนั้นแล้ว เขาจึงพยักหน้าทันที
“เรื่องนี้ต้องสืบสวนให้ดีจริง ๆ บางคนไม่แยกแยะถูกผิดก็กล้าติดโปสเตอร์ประณาม กล่าวหาว่าสหายหญิงมีปัญหาด้านความประพฤติมั่วซั่ว ทำให้ชื่อเสียงของเธอเสียหายอย่างมาก! ถ้าไม่สืบสวนเรื่องนี้ให้ชัดเจน ต่อไปใคร ๆ ก็จะติดโปสเตอร์ประณามตามอำเภอใจได้อย่างนั้นหรือ?”
เลขาว่าการเหวินไม่กล้าล่วงเกินนายทหารจากหน่วย อีกทั้งคราวนี้เขาไปอบรมที่มณฑลมา และได้ยินมาจริง ๆ ว่าหน่วยงานสำคัญบางแห่งถูกสายลับแทรกซึม ก่อนหน้านี้ยังเกิดวิกฤตขึ้นครั้งหนึ่ง เอกสารลับของหน่วยงานแห่งหนึ่งถูกขนย้ายไปจนหมด
แม้แต่เขื่อนที่กำลังก่อสร้างแห่งหนึ่งก็เกือบถูกระเบิด
สถานการณ์ร้ายแรงมาก
เพราะฉะนั้น เมื่อหยางเหวินหยานพูดเช่นนี้ เขาจึงกล่าวอย่างจริงจังทันทีว่า “ใช่ เรื่องนี้ต้องสืบสวนให้กระจ่าง”
ขณะพูด สายตาของเลขาว่าการเหวินก็กวาดมองคนงานหญิงรอบ ๆ ทีละคน
คนงานหญิงกลุ่มนั้นถูกเขามองจนงุนงง
พวกเธอรีบปฏิเสธว่า “เลขาว่าการเหวิน จ้องพวกเราทำไมคะ? โปสเตอร์ประณามนั่นพวกเราไม่ได้เป็นคนติดสักหน่อย”
“ใช่ ๆ พวกเรายังต้องไปทำงาน งั้นขอตัวก่อนนะคะ”
พูดจบ คนงานกลุ่มนั้นก็รีบหันหลังหนีไป
ห้องทำงานที่เคยแออัดพลันโล่งขึ้นทันที
เฉียวหลานซูจึงพูดกับหยางเหวินหยานว่า “ผู้จัดการคะ สายแล้ว ฉันขอกลับไปทำงานที่ตำแหน่งก่อนนะคะ”
หยางเหวินหยานพยักหน้า ปลอบเธอว่า “คุณเสี่ยวเฉียว วางใจได้ เรื่องนี้พวกเราจะสืบสวนให้ดี แล้วออกประกาศชี้แจง”
เฉียวหลานซูกับหวางเสวี่ยเดินออกจากห้องทำงานด้วยกัน
หวางเสวี่ยคล้องแขนเฉียวหลานซู แล้วกระซิบเสียงเบาว่า “ฉันว่าเรื่องนี้ต้องเป็นฝีมือพวกแรงงานครอบครัวแน่ ๆ พวกนั้นอิจฉาที่เธอได้ขึ้นเป็นพนักงานประจำ ก่อนหน้านี้หาโอกาสไม่ได้ ตอนนี้ในที่สุดก็หาโอกาสได้แล้ว...”
