ฉินหยวนเจิ้งถูกเจ้าเจี้ยนหนงหยอกล้อก็ไม่โกรธ
เพิ่งแต่งงาน ได้ภรรยามาหมาด ๆ ฉินหยวนเจิ้งจึงอารมณ์ดีเป็นพิเศษ
เขาพยักหน้าแล้วพูดว่า “ต้องก่อแท่นอิฐอุ่นจริง ๆ นั่นแหละ แผ่นเตียงไม้พวกนั้นเปราะเกินไป แค่กดลงไปก็ส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าดแล้ว”
พูดแล้วเขาก็ถามเจ้าเจี้ยนหนงต่อว่า “จริงสิ ที่บ้านนายก่อแท่นอิฐอุ่นหรือยัง”
เจ้าเจี้ยนหนงพยักหน้า “พอภรรยากับเด็ก ๆ มาถึง ผมก็ก่อแท่นอิฐอุ่นไว้ทั้งสองห้องแล้ว ที่บ้านมีเด็กสองคน เตียงที่ทำจากไม้ทั้งเล็กทั้งส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าด นอนกันสี่คนก็ยังเบียดไม่พอ”
ฉินหยวนเจิ้งตกใจ เขาถามว่า “ครอบครัวนายสี่คนก็นอนด้วยกันเหรอ”
เจ้าเจี้ยนหนงตอบ “ก็ใช่น่ะสิ เด็ก ๆ อยากนอนแนบแม่”
ฉินหยวนเจิ้ง “...”
ฉินหยวนเจิ้งพลันคิดว่า ไม่มีเด็กก็ดีเหมือนกัน อย่างน้อยก็ไม่มีใครมาแย่งภรรยาเขา
ทั้งสองคนออกมาจากหมู่บ้านหลังของกองทหาร เจ้าเจี้ยนหนงชี้ไปยังกลุ่มบ้านเตี้ย ๆ ฝั่งตรงข้าม แล้วบอกฉินหยวนเจิ้งว่า “ลุงหวงอาศัยอยู่แถวนี้ ผมพาคุณไปเอง”
ทั้งสองคนต่างก็รูปร่างสูงใหญ่ สวมหมวกทหาร ใส่บูทหนัง และคลุมเสื้อโค้ททหาร ดูสง่าผ่าเผยและมีบุคลิกโดดเด่น
แน่นอนว่าในหมู่บ้านหลังของกองทหารแห่งนี้ มีนายทหารแบบพวกเขาอยู่มากมาย แต่คนที่ทั้งรูปร่างและหน้าตาโดดเด่นขนาดนี้มีเพียงฉินหยวนเจิ้งคนเดียว
เจ้าเจี้ยนหนงคิดมาตลอดว่าฉินหยวนเจิ้งคงได้แต่งงานกับลูกสาวของผู้บัญชาการสักคน หรือไม่ก็ลูกสาวของนายทหารการเมืองหรือลูกสาวของผู้ว่าการมณฑล
นั่นคงเป็นลูกเขยชั้นดี อนาคตไร้ขีดจำกัด
ใครจะคิดว่าผลสุดท้ายกลับกลายเป็นอย่างที่เห็นในวันนี้
เจ้าเจี้ยนหนงยังรู้สึกเสียดายอยู่บ้าง
