ตอนเฉียวหลานซูมาทำงาน เพิ่งเดินมาถึงแถวคลังสินค้า เติ้งเหวยจวินก็แอบวิ่งมาจากโรงหมักผักดอง
เขาเท้าแขนอยู่ริมหน้าต่าง พูดกับเฉียวหลานซูที่อยู่ในห้องว่า “พี่สะใภ้ กินมื้อเช้าหรือยังครับ”
หลังจากเรื่องครั้งก่อน เติ้งเหวยจวินก็ซึมเซาอยู่หลายวัน มาทำงานก็ไม่มีเรี่ยวแรง
เฉียวหลานซูไม่ได้เจอเขามาสองวันแล้ว
วันนี้พอเห็นเขา ก็พบว่าสภาพจิตใจดีขึ้นมาก กลับมาเป็นคนพูดไม่หยุดเหมือนเดิมแล้ว
เฉียวหลานซูเองก็ดีใจอยู่บ้าง
เธอวางหนังสือในมือลง เปิดหน้าต่าง แล้วยื่นหน้าออกไปคุยกับเขา “เหวยจวินนี่เอง มาทำอะไรที่นี่หรือ มาหาฉันมีธุระอะไรหรือเปล่า”
เติ้งเหวยจวินเกาหัว ยิ้มพลางตอบ “ไม่มีอะไรครับ ช่วงนี้ผมว่างขึ้น ได้ยินว่าพี่มาเป็นพนักงานเก็บของในคลัง ก็เลยแวะมาดูครับ”
พนักงานเตาไอน้ำของโรงหมักผักดองไม่ได้ถูกยืมตัวมาช่วยงาน ดังนั้นเติ้งเหวยจวินจึงยังทำงานอยู่ที่โรงหมักผักดอง
เขาล้วงของขนาดเท่ากำปั้น แข็งโป๊กและดำคล้ำออกจากกระเป๋า วางลงบนขอบหน้าต่างแล้วพูดว่า “พี่สะใภ้ นี่คือสาลีแช่แข็งที่ผมทำเอง ลองชิมดูนะครับ”
พูดแล้ว เขาก็เอ่ยต่อว่า “อ้อ แล้วกระติกน้ำของพี่มีน้ำร้อนไหมครับ ผมไปเติมน้ำให้ได้นะ”
เติ้งเหวยจวินคงอยากขอบคุณเฉียวหลานซูที่ช่วยชีวิตเขาไว้ ถึงได้กระตือรือร้นขนาดนี้
แต่เขาก็ยังรักษาระยะห่าง ไม่กล้าเข้าใกล้เฉียวหลานซูเกินสองก้าว เวลาคุยกันก็เว้นระยะห่างถึงหนึ่งเมตร กลัวคนอื่นเข้าใจผิดแล้วเอาไปเล่าถึงหูฉินหยวนเจิ้ง
ร่างใหญ่โตอย่างฉินหยวนเจิ้งน่ะหรือ ไม่ชกเขากระเด็นไปสักหมัดก็บุญแล้ว
เฉียวหลานซูรู้ว่าเขาคิดอะไรอยู่ จึงไม่ได้ปฏิเสธ เธอยิ้มพลางยื่นกระติกน้ำเก็บความร้อนของตัวเองออกไป “พอดีเลย ฉันเพิ่งมา ยังไม่ได้ไปเติมน้ำ งั้นก็รบกวนนายหน่อยนะ”
เติ้งเหวยจวินรีบรับกระติกน้ำมา “ไม่รบกวนครับ ไม่รบกวน ต่อไปพี่สะใภ้มีเรื่องใหญ่เรื่องเล็กอะไรก็เรียกผมได้เลย ผมว่างอยู่แล้วครับ”
พูดจบ เขาก็ถือกระติกน้ำวิ่งปรู๊ดไปยังห้องน้ำชา
เพิ่งเริ่มงานตอนเช้า กระติกน้ำของทุกคนยังว่างอยู่ บางคนยังพกข้าวเย็นหรือแป้งทอดมา ต้องเติมน้ำร้อนแช่ไว้กิน
ดังนั้นคนในห้องน้ำชาจึงค่อนข้างเยอะ เฉียวหลานซูมักจะไปทีหลังคนอื่นเสมอ
