มื้อเย็นวันนี้เป็นโจ๊กข้าวหยาบกับหัวไชเท้าดอง
นับแต่กู้ฉือทยอยขนข้าวสารกับน้ำมันกลับบ้าน โต๊ะอาหารของตระกูลกู้ก็ไม่ต้องมีเพียงโจ๊กเปลือกไม้อีกต่อไป
แม้ยังเรียกว่าหรูหราไม่ได้ อย่างน้อยกินจนเลียก้นชามแล้ว ท้องก็ยังพอมีอะไรเหลืออยู่บ้าง
หลังมื้ออาหาร ฟ้าเริ่มมืด
ไอร้อนในเดือนเจ็ดแผดเผารุนแรงในตอนกลางวัน พอถึงยามเย็นจึงค่อยบรรเทาลงบ้าง
คนทั้งครอบครัวยกม้านั่งตัวเล็กออกมานั่งรับลมเย็นในลานบ้าน
หญิงชราถือพัดกกพัดให้กู้เนี่ยน
หวังซื่อกับหลี่ซื่อนั่งพิงโคนกำแพง บิดเชือกปอช้ากว่าแต่ก่อน มิใช่เพราะเกียจคร้าน หากแต่แผลแตกบนมือเพิ่งตกสะเก็ด จึงไม่กล้าออกแรงมากนัก
กู้จ้งอี้กับกู้ป๋อหลี่ถือหนังสืออ่านตามเคย อาศัยแสงสุดท้ายของวันพลิกอ่านไปเรื่อย ๆ
กู้ฉือนั่งยองอยู่ข้างกระบะทรายในกลางลาน ใช้กิ่งหลิวเขียนอักษรสองสามตัว แล้วก็ลบจนเรียบ
เขาครุ่นคิดเรื่องนี้มาตลอดทาง จะช้าจะเร็วก็ต้องพูดออกไป
ยิ่งยื้อนาน ก็ยิ่งเอ่ยปากยาก
“ท่านพ่อ ท่านลุงใหญ่”
กู้ฉือลุกขึ้น ปัดฝุ่นบนเข่า
“ข้ามีเรื่องหนึ่งอยากคุยกับคนในบ้าน”
กู้จ้งอี้เงยหน้าจากหนังสือ
กู้ป๋อหลี่ก็หันมา นิ้วมือลูบเคราบาง ๆ ใต้คางตามความเคยชิน
เสียงแมลงร้องในลานบ้านพลันดังชัดขึ้นเป็นพิเศษ
“ก่อนหน้านี้ ข้าไปช่วยคนขนของในตัวเมือง ได้รู้จักคุณชายจากร้านผ้าไหมตระกูลเซวีย”
น้ำเสียงของกู้ฉือราบเรียบ ราวกับกำลังพูดว่าวันนี้อากาศดี
“คุณชายตระกูลเซวียเรียนอยู่ที่สำนักศึกษาลู่หมิง วิชาเรียนไม่ค่อยดีนัก นายท่านเซวียจึงอยากหาบ่าวติดตามอ่านหนังสือให้เขา”
เขาหยุดไปชั่วครู่ กวาดตามองสีหน้าคนในบ้านรอบหนึ่ง
“เขาเห็นว่าข้าพอรู้หนังสืออยู่บ้าง ทั้งหัวก็ไม่เลว จึงถามว่าข้ายินดีไปหรือไม่”
“มีข้าวกิน มีที่พักให้ ทั้งยังให้เงินเดือนเดือนละ 2 ตำลึงเงิน”
