กู้ฉือคาดเดาความคิดของเซวียหมิงหยางได้อย่างแม่นยำ
เงินเศษห้าตำลึงที่ได้รับมาเป็นเงินมัดจำนั้น เขาเก็บติดตัวไว้อย่างมิดชิด ไม่ได้บอกคนในบ้าน
รุ่งเช้าวันถัดมา
หมอกยามเช้าของหมู่บ้านชิงเหอยังไม่จางหายไปหมด กู้ฉือก็ติดตามท่านลุงใหญ่เข้าเมืองอีกครั้ง
กระทั่งตะวันคล้อยต่ำ ทั้งสองจึงเดินกลับหมู่บ้านไปตามทางภูเขา บนหลังของท่านลุงใหญ่กู้ป๋อหลี่มีกระสอบผ้าหยาบใบหนักเพิ่มขึ้นมาอีกใบ
ในกระสอบมีข้าวขาวชั้นดีสิบจิน กับไหดินใบเล็กที่บรรจุน้ำมันหมูสีขาวนวลซึ่งเคี่ยวเสร็จแล้ว
ข้ออ้างก็ยังเป็นคำพูดเดิมจากเมื่อวาน
กู้ฉือยืนกรานว่าตนช่วยเถ้าแก่ร้านผ้าขนของ เถ้าแก่เห็นว่าเขาว่องไวคล่องแคล่ว จึงให้ของเหล่านี้เป็นรางวัล
กู้ป๋อหลี่เดินจนหอบหายใจ เหงื่อบนหน้าผากไหลลงมาเป็นสาย
เขายกแขนเสื้อขึ้นเช็ดเหงื่อ พลางนึกฉงนอยู่ในใจ
พ่อค้าหัวไวเจ้าเล่ห์ในเมืองเปลี่ยนเป็นใจกว้างเช่นนี้ตั้งแต่เมื่อใดกัน
ช่วยงานเพียงเล็กน้อยก็ได้เนื้อบ้าง ได้ข้าวบ้าง ราวกับกำลังทำบุญอยู่ก็ไม่ปาน
ทว่าเมื่อเห็นข้าวขาวชั้นเลิศเต็มกระสอบบนบ่า สุดท้ายเขาก็กลืนคำถามที่จวนจะหลุดจากปากลงคอไป
คนตระกูลกู้ไม่ได้สูดกลิ่นหอมของข้าวขาวมานานเหลือเกินแล้ว
ตลอดครึ่งปีที่ผ่านมา ทุกมื้อมีแต่เปลือกต้นอี๋เฉียนที่บาดคอ กับผักป่ารสขม
ยังจะมีใครสนใจอีกว่าอาหารเหล่านี้ได้มาอย่างไร
ในลานบ้านเล็ก ๆ
หญิงชรานั่งอยู่ใต้ชายคา จ้องไหมันหมูสีขาวนวลใบนั้นอยู่นาน
เปลือกตาเหี่ยวย่นของนางกระตุกเล็กน้อย ก่อนเงยหน้ามองกู้ฉือแวบหนึ่ง
เด็กชายวัยเก้าขวบยืนอยู่ใต้แสงตะวัน ปัดฝุ่นบนชายกางเกง คิ้วตาหล่อเหลา แผ่นหลังตั้งตรงสง่าผ่าเผย
หญิงชรามีชีวิตมาครึ่งค่อนชีวิต ภูตผีปีศาจเช่นไรนางก็ล้วนเคยพบเห็น
แค่ช่วยขนของไม่กี่เที่ยวก็แลกอาหารล้ำค่าได้มากมายเช่นนี้ คำพูดนี้เอาไว้หลอกคนคร่ำครึเช่นกู้ป๋อหลี่ก็พอ
แต่นางไม่ได้เปิดโปง
ในยุคนี้ ความยากจนคือความผิดมหันต์ที่สุด
ลูกหลานมีความสามารถ หาอาหารและเครื่องดื่มมาให้ครอบครัวได้ ไม่ปล่อยให้คนทั้งบ้านอดตายในฤดูร้อนนี้ นั่นก็คือบรรพชนแสดงปาฏิหาริย์แล้ว
