ราตรีล่วงลึกแล้ว
ตะเกียงน้ำมันในเรือนปีกตะวันตกยังคงสว่างอยู่
หลังหาวติดต่อกันสามครั้ง เซวียหมิงหยางก็ถูกกู้ฉือไล่ไปนอน
กู้ฉือนั่งอยู่หน้าโต๊ะหนังสือตามลำพัง
เบื้องหน้ามีกระดาษเซวียนจื่อว่างเปล่าแผ่นหนึ่งวางอยู่ พู่กันวางข้างแท่นฝนหมึก หมึกฝนเตรียมไว้แล้ว
หน้าต่างเปิดค้างไว้ครึ่งบาน
คืนนี้เป็นวันที่ 12 เดือนเก้า ดวงจันทร์ยังขาดความเต็มดวงอยู่เล็กน้อย ทว่าแสงจันทร์สว่างจ้าแล้ว
แสงจันทร์ทอดลงบนขอบหน้าต่าง แม้แต่น้ำหมึกในแท่นฝนหมึกเก่าบนโต๊ะก็ยังสะท้อนเป็นสีขาวเย็นเยียบ
งานชุมนุมวรรณกรรมกลางฤดูสารท หัวข้อคือจันทร์
หัวข้อนี้กว้างเกินไป
บทประพันธ์เลื่องชื่อเกี่ยวกับจันทร์จากชาติก่อน เขาหลับตาก็นับได้หลายสิบเรื่อง
บทกวีรำพึงราตรีอันสงัดของหลี่ไป๋ บทกวีมองจันทร์หวนคิดถึงผู้ไกลของจางจิ่วหลิง และบทกวีราตรีจันทร์รำลึกถึงน้องชายของตู้ฝู่
แต่ยังไม่พอ
ผู้ที่นั่งอยู่บนเขาเหวินชางล้วนเป็นผู้มีชื่อเสียงทางการศึกษาทั่วทั้งอำเภอ
ทั้งซิ่วไฉ จวี่เหริน และเจ้าสำนักศึกษาจากสำนักต่าง ๆ
ยังอาจมีบุคคลสำคัญจากเมืองหนานหยางมาร่วมด้วย
บทกวีห้าคำหรือเจ็ดคำย่อมไม่อาจสะกดทุกคนได้
กู้ฉือเงยหน้ามองดวงจันทร์นอกหน้าต่าง
สี่คำผุดขึ้นในใจ
สุ่ยเตี้ยวเกอเถอ
จันทร์กระจ่างมีมาแต่เมื่อใด ยกจอกสุราถามฟ้าคราม
บทเพลงนี้ได้รับการยกย่องบนโลกว่าเป็นบทเพลงกลางฤดูสารทอันเลิศล้ำเหนือกาลเวลา
ปีที่ซูซื่อแต่งบทเพลงนี้คือปีปิ่งเฉิน กลางฤดูสารท
เขากับน้องชาย ซูเจ๋อ ไม่ได้พบกันมาถึงเจ็ดปีแล้ว
หลังดื่มจนเมามาย เขารำพึงถึงผู้เป็นที่รักใต้แสงจันทร์ แล้วถ่ายทอดออกมาอย่างลื่นไหลรวดเดียวจบ
ในบทเพลงมีทั้งความฮึกเหิม ความอ่อนโยน ปรัชญาลุ่มลึก และความปล่อยวาง
วรรคเปิด “จันทร์กระจ่างมีมาแต่เมื่อใด ยกจอกสุราถามฟ้าคราม” เปี่ยมด้วยพลังไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าบทถามฟ้าของชวีหยวน
