งานเลี้ยงชมบุปผาผ่านไปแล้วสี่วัน
วันที่ 12 เดือนเก้า
เหลืออีกสามวันก็จะถึงเทศกาลไหว้พระจันทร์
ถนนหนทางในอำเภอชิงเหอเริ่มคึกคักขึ้นแล้ว
พ่อค้าแบกหาบขนมไหว้พระจันทร์เดินร้องขายไปตามถนน หน้าร้านขนมอบมีผู้คนต่อแถวยาวเหยียด
บัณฑิตหลายคนในชุดบัณฑิตโผล่หน้าออกมาจากชั้นสองของชุนเฟิงโหลว มือกำจอกสุรา พลางชี้ไม้ชี้มือวิพากษ์วิจารณ์ผู้คนที่เดินผ่านไปมาด้านล่าง
หัวข้อสนทนาก็มีอยู่ไม่กี่เรื่อง
การชุมนุมวรรณศิลป์ช่วงเทศกาลไหว้พระจันทร์ปีนี้ ผู้ใดจะคว้าอันดับหนึ่งไปครอง
บทกวีชมจันทร์ฤดูสารทของคุณชายตระกูลเซวีย แท้จริงแล้วเขาเป็นผู้แต่งเองหรือไม่
ได้ยินว่าหอเหวินชางบนเขาเหวินชางทางเหนือของเมืองเริ่มสร้างเพิงแล้ว
จวนตระกูลเซวีย เรือนฝั่งตะวันตก
ยามเซวียหมิงหยางก้าวข้ามธรณีประตู เท้าก็สะดุดเล็กน้อย
เขาไม่ใส่ใจแม้แต่น้อย เดินฉับ ๆ ไปยังโต๊ะหนังสือ แล้วตบสารเชิญประดับลายทองที่กำอยู่ในมือลงบนโต๊ะดังเพียะ
“น้องฉือ ลองดูนี่สิ”
กู้ฉือนั่งอ่านหนังสือกฎหมายต้าฟ่งฉบับอรรถาธิบายอยู่ข้างหน้าต่าง
เขาเงยหน้าขึ้น มองสารเชิญแวบหนึ่ง
สารเชิญทำจากกระดาษโปรยทองเนื้อดี บนหน้าปกเขียนไว้ว่า “ชุมนุมวรรณศิลป์เหวินชางกลางสารท” หกตัวอักษร ท้ายสารลงนามร่วมกันโดยที่ว่าการศึกษาประจำอำเภอชิงเหอกับสำนักศึกษาลู่หมิง
กู้ฉือไม่ได้ยื่นมือไปรับ
“ชุมนุมวรรณศิลป์บนเขาเหวินชางหรือ?”
เซวียหมิงหยางหย่อนก้นลงบนเก้าอี้กลมฝั่งตรงข้าม จนเก้าอี้ส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าดประหนึ่งร้องโหยหวน
“ก็ใช่น่ะสิ”
เซวียหมิงหยางถูมือ ดวงตาเป็นประกาย
“ทุกปีพอถึงเทศกาลไหว้พระจันทร์ เหล่าบัณฑิตผู้มีหน้ามีตาทั่วทั้งอำเภอก็ต้องขึ้นเขาเหวินชาง ซิ่วไฉ จวี่เหริน และเจ้าสำนักศึกษาทั้งหลายล้วนอยู่ที่นั่น ได้ยินว่าปีนี้แม้แต่คนจากเมืองหนานหยางก็จะมาด้วย”
