วันที่ 20 เดือนสิบสอง สำนักศึกษาลู่หมิงปิดภาคเรียนอย่างเป็นทางการ
เหล่าศิษย์ต่างคิดถึงบ้านจนแทบอดใจรอไม่ไหว พากันเก็บสัมภาระเตรียมกลับบ้านฉลองปีใหม่
ในห้องหนังสือของโจวปิ่งเหวินมีถ่านกระดูกเงินชั้นดีจุดให้ความอบอุ่น
กู้ฉือนั่งตัวตรงอยู่บนเก้าอี้มีพนักแขน สีหน้าเคารพนอบน้อม
โจวปิ่งเหวินถือคัมภีร์《จงยง》ที่เปิดอ่านจนขอบม้วนงอเล็กน้อยไว้ในมือ
เขาเหลือบมองกระดาษเซวียนบนโต๊ะน้ำชา ก่อนเลื่อนสายตากลับมายังกู้ฉือ
“วลีที่ว่า ‘ฟ้าประทานมาเรียกว่าธรรมชาติ’ เจ้าวางแนวทางในการตีความได้มั่นคงยิ่ง”
“ไม่ยกถ้อยคำในตำรามาอวดอ้าง ทั้งยังไม่มีถ้อยคำสละสลวยแต่ไร้แก่นสาร”
กู้ฉือพยักหน้าเล็กน้อย มิได้กล่าวแทรก
โจวปิ่งเหวินวางม้วนตำราลงบนโต๊ะ ยกถ้วยชาขึ้นจิบคำหนึ่ง
“การเรียนคัมภีร์อรรถาธิบายในเดือนนี้ เจ้ามิได้ละเลยแม้แต่น้อย”
“คำสั่งสอนของอาจารย์ ศิษย์มิกล้าลืม”
กู้ฉือประสานมือคำนับ น้ำเสียงจริงใจยิ่ง
โจวปิ่งเหวินลูบเคราบาง ๆ แววตาเปี่ยมด้วยความยินดี
“อายุเพียง 9 ขวบ แต่มีความมุ่งมั่นเช่นนี้ นับว่าหาได้ยาก”
“เพียงแต่สนามสอบขุนนางแตกต่างจากสำนักศึกษา กลเม็ดภายในมีมากมายดุจขนวัว”
“พอพ้นปีใหม่แล้ว จงกลับเข้าเมืองแต่เนิ่น ๆ จัดการเอกสารค้ำประกันสำหรับการสอบอำเภอให้เรียบร้อย”
กู้ฉือยืดแผ่นหลัง ตั้งใจฟัง
“เรื่องนี้ประมาทมิได้ ต้องหาถงเซิงที่เข้าสอบพร้อมกัน 5 คนมาค้ำประกันกันเอง อีกทั้งต้องมีบัณฑิตหลินเซิงสักคนรับรอง”
“เสมียนในที่ว่าการอำเภอนั้น เห็นแก่เงินก็จริง แต่ยังดูคนด้วย”
“หากมีเรื่องลำบากใจ ข้าผู้นี้จะยอมเสียหน้าไปหาบัณฑิตหลินเซิงสองคนที่สำนักศึกษาอำเภอให้เจ้า”
หัวใจกู้ฉืออบอุ่นขึ้น นี่เป็นบุญคุณที่แท้จริง
ในราชวงศ์ที่ให้ความสำคัญกับบุ๋นและกดข่มบู๊ ตำแหน่งบัณฑิตหลินเซิงมีค่าล้ำเพียงใด การยอมรับรองให้เด็กน้อยวัย 9 ขวบยิ่งหาได้ยาก
“ขอบพระคุณอาจารย์ที่เป็นห่วง ศิษย์จะลองจัดการด้วยตนเองก่อน หากหาทางออกไม่ได้จริง ๆ ค่อยกลับมาขอความเมตตาจากอาจารย์”
