ธูปหนึ่งดอกมอดไหม้จนหมดสิ้น
จิตรกรซุนลุกขึ้นจากเก้าอี้ ปัดคราบชาบนแขนเสื้อ
“หมดเวลาแล้ว นำภาพของทุกคนมาวางไว้ด้านหน้า”
เหล่าบัณฑิตทยอยลุกขึ้น นำภาพวาดของตนไปวางบนโต๊ะยาวหน้าโถงบรรยาย
กระดาษเซวียนกว่ายี่สิบแผ่นเรียงกันเป็นแถว บนแผ่นกระดาษแต่ละแผ่นมีวัดโบราณขนาดเล็กใหญ่ปรากฏขึ้นอย่างมีเอกลักษณ์
บางภาพวาดวัดอย่างยิ่งใหญ่โอ่อ่า บางภาพวาดอย่างประณีตน่ารัก บ้างใช้เมฆบดบัง บ้างใช้ต้นไม้บังตา
แต่ไม่ว่าจะบดบังหรือพรางอย่างไร ในภาพก็ยังมีวัดที่มองเห็นได้อยู่ดี
จิตรกรซุนเดินตรวจจากซ้ายไปขวารอบหนึ่ง บางครั้งหยุดมองครู่หนึ่ง บางครั้งก็จุ๊ปาก แต่กลับไม่เอ่ยคำใด
เมื่อเดินมาถึงภาพของจ้าวเหวินฮั่น เขาหยุดอยู่นานที่สุด
“จ้าวเหวินฮั่น”
จ้าวเหวินฮั่นลุกขึ้น
“ศิษย์อยู่นี่ขอรับ”
จิตรกรซุนยกมือชี้ลอย ๆ ไปเหนือวัดโบราณหลังคาปลายงอนซึ่งซ่อนอยู่ในม่านเมฆหมอกครึ่งหนึ่ง
“ฝีแปรงช่ำชอง การจัดวางองค์ประกอบก็พิถีพิถัน วัดแห่งนี้วาดได้ดี โดยเฉพาะเส้นสายของชายคาปลายงอน แสดงให้เห็นถึงฝีมืออย่างยิ่ง ส่วนการเว้นพื้นที่ว่างให้เมฆหมอกก็ทำได้พอเหมาะพอดี ในบรรดาภาพทั้งหมดวันนี้ ภาพนี้มีเทคนิคหนักแน่นที่สุด”
จ้าวเหวินฮั่นพยักหน้าเล็กน้อย
“ท่านอาจารย์ชมเกินไปแล้ว”
จิตรกรซุนเปลี่ยนเรื่องฉับพลัน
“แต่...”
เขายกมือชี้อักษรสี่ตัวบนกระดานไม้
“โจทย์คือ ‘วัดโบราณซ่อนในหุบเขาลึก’ แล้ววัดของเจ้า ซ่อนหรือไม่?”
จ้าวเหวินฮั่นชะงักไป
“ศิษย์ใช้เมฆหมอกบดบังตัววัดไปครึ่งหนึ่ง ก็เพื่อสื่อถึงคำว่า ‘ซ่อน’ ขอรับ”
