ลู่เจิ้งหมิงหัวเราะเสียงดัง
“ร้อนใจไปไย บนกระดานหมากไม่มีธรรมเนียมยอมแพ้เสียหน่อย”
เขาหันไปมองกู้ฉือ รอยยิ้มเปี่ยมเมตตา
“สหายน้อยลองช่วยคุณชายบ้านเจ้าชี้แนะสักสองสามตาเถิด ข้าเฒ่าไม่ถือสา เล่นกันตามสบายก็พอ”
คำพูดนี้ฟังดูง่ายดาย
ทว่ากู้ฉือกลับฟังออกว่ามีเลศนัยซ่อนอยู่
ในงานชุมนุมบัณฑิต เขาหลบอยู่หลังเซวียหมิงหยาง ลู่เจิ้งหมิงเห็นแล้ว
ตอนเซวียหมิงหยางตอบคำถามในโถงบุปผาจวนตระกูลเซวียด้วยท่าทีไม่มั่นใจ ลู่เจิ้งหมิงก็เห็นเช่นกัน
ยามนี้เชิญเขาให้ “ช่วยชี้แนะสักสองสามตา” ต่างอะไรกับเชิญให้ขึ้นเวทีเอง
นี่คือการหยั่งเชิงครั้งที่สอง
แยบคายกว่าคราวก่อนที่จวนตระกูลเซวียอยู่ชั้นหนึ่ง ทว่าก็แม่นยำยิ่งกว่าเดิม
แต่หากปฏิเสธอย่างเด็ดขาด กลับจะยิ่งดูเหมือนมีพิรุธ
กู้ฉือนิ่งเงียบไปสองอึดใจ
เขาวางถ้วยชา แล้วขยับไปนั่งข้างเซวียหมิงหยาง
“เช่นนั้นข้าน้อยจะช่วยพี่เซวียดูสักหน่อย”
เขาก้มหน้ากวาดตามองกระดานหมากหนึ่งรอบ
หมากตัดเส้นที่สามมุมซ้ายล่าง เขามองเห็นชัดเจน
ทว่าเขาไม่ได้ลงหมากตานั้น
เขายื่นมือหยิบหมากดำขึ้นมา วางลงตรงตำแหน่งกลางกระดานฝั่งขวาที่ไม่ส่งผลใดนัก
หมากตานี้มั่นคง
ไม่ถึงกับแย่ แต่ก็ห่างไกลจากคำว่ายอดเยี่ยม
เป็นฝีมือระดับที่เด็กคนหนึ่งซึ่งเรียนหมากมาสองสามปีและมีไหวพริบอยู่บ้างจะวางได้
ลู่เจิ้งหมิงก้มมองตำแหน่งหมากดำเม็ดนั้น
นิ้วเคาะขอบกล่องหมากเบา ๆ สองครั้ง
“อืม”
เขาตอบด้วยหมากขาวหนึ่งเม็ด
กู้ฉือวางหมากแทนเซวียหมิงหยางอีกเม็ด
ยังคงเป็นตาที่ไม่ผิดพลาดและไม่โดดเด่น
