สามวันหลังสำนักศึกษาป๋ายเฮ่อจากไป
ทั่วทุกตรอกซอกซอยในอำเภอชิงเหอ ต่างเล่าขานการประชันปัญญาครั้งนั้นของสำนักศึกษาลู่หมิงเสียจนพิสดารเกินจริง
นักเล่านิทานในโรงน้ำชาถึงกับแต่งเรื่องตอนใหม่ขึ้นมาในชั่วข้ามคืน
เสียงไม้เคาะโต๊ะดังฉาด เรื่องที่เล่าล้วนเป็นวีรกรรมของเด็กอัจฉริยะวัยเก้าขวบ ผู้ใช้กลอนคู่สามบทขับไล่ศัตรู
เหล่าศิษย์สำนักศึกษาลู่หมิงยามนี้เดินเหินอย่างผึ่งผาย
ความอัดอั้นที่ถูกสำนักศึกษาป๋ายเฮ่อข่มเหงมาตลอด ในที่สุดก็ได้รับการชำระล้างจนหมดสิ้น
ภายในห้องเรียน
เซวียหมิงหยางกลายเป็นผู้ติดตามที่ซื่อสัตย์ที่สุดของกู้ฉือ
ขอเพียงเลิกเรียน เขาก็แทบจะเกาะติดกู้ฉือไม่ห่าง
รินน้ำชา ยกน้ำให้ ทั้งยังนวดไหล่ทุบขา
เซวียหมิงหยางถึงกับประกาศในสำนักศึกษา
นับแต่นี้ผู้ใดกล้าลบหลู่กู้ฉือ ก็เท่ากับหาเรื่องคุณชายใหญ่เซวียผู้นี้
ยามพักกลางวันในวันนั้น
ไอร้อนระอุปลายฤดูใบไม้ร่วงยังคงหลงเหลือ ภายในห้องเรียนอบอ้าวยิ่งนัก
คนส่วนใหญ่ไปกินอาหารที่โรงครัวกันหมดแล้ว
กู้ฉือไม่ได้ไป
เขานั่งอยู่ที่ของตน พลิกอ่านหนังสือ《ประมวลกฎหมายต้าฟ่ง》ที่ยืมมาเล่มหนึ่ง
เซวียหมิงหยางนั่งอยู่ข้างกาย มือถือพัดใบปาล์ม โบกพัดให้กู้ฉืออย่างขะมักเขม้น
“น้องฉือ ได้ยินมาหรือยัง”
“ร้านขายหมึกพู่กันแถบถนนใต้เอากลอนคู่ที่เจ้าเขียนวันนั้นไปใส่กรอบแล้ว”
“แขวนไว้ตรงตำแหน่งที่สะดุดตาที่สุดในโถงใหญ่”
“เถ้าแก่บอกแล้วว่า ต่อไปเจ้าซื้อกระดาษหรือพู่กัน จะลดให้ครึ่งราคา”
เซวียหมิงหยางใบหน้าเปี่ยมราศี ราวกับได้ความดีความชอบมาด้วย
กู้ฉือพลิกหน้าหนังสือ ไม่แม้แต่จะเงยหน้า
“หากว่างนัก ก็ทำโจทย์คณิตศาสตร์ที่อาจารย์อู๋มอบไว้เมื่อวานเสีย”
พัดใบปาล์มในมือเซวียหมิงหยางชะงักไปครู่หนึ่ง
เขาทำหน้ามุ่ย ลูบท้องกลมป้อมของตน
“โจทย์คณิตศาสตร์จะสำคัญไปกว่ากินข้าวได้อย่างไร”
“น้องฉือรออยู่ตรงนี้ ข้าจะไปแย่งหมั่นโถวไส้เนื้อชิ้นโตมาให้เจ้าสองลูก”
